จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675
เรื่อง บีโอไอ เผยปี 52 คนแห่ยื่นขอลงทุนทะลุ 7.2 แสนล้าน
“บีโอไอ” โชว์ตัวเลขการยื่นขอรับส่งเสริมฯปี52 มูลค่าทะลุ 7.2 แสนล้านบาท สูงสุดรอบกว่า 40 ปี ระบุปัญหามาบตาพุด และเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ไม่ส่งผลกระทบ
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอรวม 1,573 โครงการ รวมมูลค่า 723,400 ล้านบาท ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย เพราะถือว่ามูลค่าการลงทุนสูงสุดในรอบกว่า40ปี ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีปัจจัยที่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการแก้ไขปัญหามาบตาพุด และวิกฤติเศรษฐกิจโลกทรุดตัวก็ตาม
โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ค่อนข้างมาก เนื่องจากปี 2551-2552 เป็นปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนจึงมีการให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ 6 กลุ่มกิจการ ดังนั้นเมื่อจะสิ้นสุดในปลายปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเร่งยื่นขอรับการส่งเสริมไว้ล่วงหน้า เพื่อขอใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวในช่วงปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานทดแทน จึงทำให้เงินลงทุนของโครงการที่ขอรับส่งเสริมในปี 2552 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตอนช่วงต้นปีที่ 400,000 ล้านบาท ถึง 323,400 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 80%
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดคือกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 709 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 430,800 ล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่ม
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะจำนวน 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท
ด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวเป็นของจริง แต่ยอมรับว่าเป็นเพียงการยื่นขอ แต่ยังไม่ได้เป็นการลงทุนจริงแต่อย่างใด โดยการขอยื่นลงทุนมากระจุกตัวช่วงเดือนสุดท้ายที่มีกว่าแสนล้านบาท เพราะมาตรการสิทธิประโยชน์ของปีแห่งการลงทุน จึงได้มอบให้บีโอไอไปทบทวนสิทธิประโยชน์ดังกล่าวว่าประเภทกิจการใดใน 6 กิจการควรจะต่ออายุหรือไม่
อย่างไรหรืออาจจะเพิ่มประเภทกิจการใหม่หรือไม่ รวมถึงการปรับเป้าหมายการลงทุนปีนี้ ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ใน เดือน ม.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหามาบตาพุด ที่ยังไม่ได้ข้อยุติให้กับนักลงทุนทำให้ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตโซล่าเซลล์หรือ เซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศแคนาดา ประกาศตัดสินใจเข้าไปลงทุนในประเทศมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่า 10,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยพิจารณาเข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งกรณีของบริษัท แม็กซ์ฟิส จำกัด ของไต้หวัน ที่เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ ก็ประกาศไม่เข้ามาลงทุนในไทยแล้วจากเดิมที่จะลงทุนในเบื้องต้น 6,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 บริษัทให้เหตุผลว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด
สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ยื่นขอรับส่งเสริมในสัปดาห์สุดท้ายของปีที่ผ่านมามีอาทิ กิจการผลิต ฮาร์ดดิสไดร์ มูลค่า รวม 27,700 ล้านบาท กิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 6,300 ล้านบาท กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 5 โครงการ รวมมูลค่า 20,000 ล้านบาท กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ รวมมูลค่า 13,600 ล้านบาท และการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 1 โครงการ 5,100 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน 1,500 ล้านบาท การผลิตเอทานอล 2 โครงการมูลค่า 5,800 ล้านบาท เป็นต้น
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับ
บีโอไอรวมกี่โครงการ และมูลค่ารวมเท่าใด
ข้อ 2. อุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด 4 อันดับแรก มีอะไรบ้าง
ข้อ 3. บริษัทผู้ผลิตโซล่าเซลล์ หรือเซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศแคนาดา ไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
เพราะเหตุใด
ตอบ
ตอบลบ1.บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอรวม 1,573 โครงการ รวมมูลค่า 723,400 ล้านบาท
2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะจำนวน 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท
3.รัฐบาลไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด
นางสาวธารารัชน์ เกษตรธรรม ID 4902100142
คำตอบ
ตอบลบ1.บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอรวม 1,573 โครงการ รวมมูลค่า 723,400 ล้านบาท
2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะจำนวน 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท
3.รัฐบาลไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด
นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล เลขทะเบียน 4902100370
คำตอบคือ
ตอบลบ1.บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอรวม 1,573 โครงการ รวมมูลค่า 723,400 ล้านบาท
2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะจำนวน 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท
3.รัฐบาลไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด
นางสาวปิยนุช พละเยี่ยม เลขทะเบียน 4902100345