วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จับตาพาณิชย์ไฟเขียวขึ้นราคาสินค้าไตรมาส 2

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช นามสกุล วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702


เรื่อง จับตาพาณิชย์ไฟเขียวขึ้นราคาสินค้าไตรมาส 2


แหล่งข่าวกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไตรมาสสองนี้กระทรวงฯ อาจอนุมัติให้ผู้ผลิตสินค้าบางรายการปรับราคาจำหน่ายขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าในการผลิตสินค้าหลายรายการปรับสูงมากในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา


โดยราคาต้นทุนวัตถุดิบสำคัญที่ปรับขึ้น ได้แก่ น้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งราคาช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมกราคมตันละ 24,200 บาท แต่ราคาครึ่งเดือนหลังเพิ่มขึ้นเป็น 25,100 บาท เหล็กแท่งยาว ตันละ 490 เหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 500 เหรียญสหรัฐ เหล็กแท่งแบน ตันละ 490 เหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น ตันละ 500 เหรียญสหรัฐ และทองแดงตันละ 7,346 เหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็นตันละ 7,488 เหรียญสหรัฐ


อย่างไรก็ตาม มีต้นทุนวัตถุบางประเภทที่ปรับลดลง ได้แก่ เมล็ดถั่วเหลือง ตันละ 374 เหรียญสหรัฐ ลดลงเหลือ 370 เหรียญสหรัฐ แม่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ตันละ 331 เหรียญสหรัฐ ลดลงเหลือ 325 เหรียญสหรัฐ


ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้จัดลำดับความสำคัญบัญชีติดตามดูแลสินค้าจำนวน 202 รายการ เดือนก.พ. พบว่าบัญชีสินค้าอ่อนไหวพิเศษ (เอสแอล) ที่ติดตามราคาและภาวะเป็นประจำทุกวัน มีจำนวน 9 รายการ ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล เหล็กเส้น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่น (รีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส) ปูนซีเมนต์ เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม บัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล) ที่ต้องติดตามภาวะสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มีจำนวน 6 รายการ ลดลงจากเดือนม.ค. 1 รายการ ได้แก่ นมผง นมข้นหวาน สายไฟฟ้า ก๊าซแอลพีจี ปุ๋ยเคมี และแบตเตอร์รี่


ที่มา:



คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.ไตรมาสสองนี้กระทรวงพาณิชย์ อาจอนุมัติให้ผู้ผลิตสินค้าบางรายการปรับราคาจำหน่ายขึ้น เนื่องจากสาเหตุใด


ข้อ 2.ต้นทุนวัตถุดิบสำคัญที่จะปรับขึ้น และปรับลดลง ได้แก่วัตถุดิบประเภทใดบ้าง


ข้อ 3.รายการบัญชีสินค้าอ่อนไหวพิเศษ ที่ต้องทำการติดตามราคาเป็นประจำทุกวัน มีกี่รายการ อะไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ตลาดหลักทรัพย์ แจงหุ้นร่วง 4 วันซ้อน "ภัทรียา" ยอมรับหางแดงทำหุ้นทรุด

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675
เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ แจงหุ้นร่วง 4 วันซ้อน "ภัทรียา" ยอมรับหางแดงทำหุ้นทรุด

ผู้บริหาร ตลท.ชี้ หุ้นไทยร่วง 4 วันซ้อน เป็นการปรับฐาน นักลงทุนกังวล "จีน" ออกมาตรการควบคุมแบงก์ ยอมรับ "หางแดง" พล่านจุดไฟป่วนชาติบ้านเมือง กระทบความเชื่อมั่นการลงทุน
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 4 วันซ้อน เป็นการปรับฐานการลงทุน หลังจากดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นถึงร้อยละ 8.2 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 ประกอบกับนักลงทุนกังวลการที่ทางการจีนออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ร้อนแรงเกินไป กดดันให้ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียและสหรัฐฯ ปรับตัวลง ซึ่งหุ้นไทยเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกัน ประกอบกับมีปัจจัยการเมืองในประเทศที่มีความร้อนแรงมากขึ้นจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง จึงเป็นปัจจัยลบกระทบการลงทุน โดยตั้งแต่วันที่ 1-21 มกราคม 2553 ต่างชาติขายสุทธิ 2,900 ล้านบาท
"ช่วง 1 เดือนครึ่งตลาด stable มาตลอด ไม่ผันผวนเลย ช่วงนี้ก็อาจจะปรับตัวลงไปบ้าง ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากจีนคุมสินเชื่อ ส่วนการเมืองบางวันก็เป็นข่าวการเมืองในบ้านเรา ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตวิทยา โดยภูมิภาคก็ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน"
นางภัทรียา กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคปอีก 100,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วเพิ่ม 30,000 ล้านบาท โดยจะเร่งทำงานในการหาบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เข้ามาระดมทุน และเชื่อว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกจะดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยกำไรของธนาคารพาณิชย์ไตรมาสแรกอยู่ที่ 91,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีที่แล้วที่มีกำไร 82,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ดัชนีปิดช่วงเช้าที่ระดับ 708.94 จุด ลดลง 10.05 จุด เปลี่ยนแปลง -1.40%

ที่มา : http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009478

คำถามท้ายเรื่อง :
ข้อ 1.ปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคปเป็นเท่าไร

ข้อ 2.ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 4 วันซ้อนเป็นการปรับฐานการลงทุนเนื่องจากเหตุใด

ข้อ 3.กำไรของธนาคารพาณิชย์ไตรมาสแรกอยู่ที่เท่าไร และเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเป็นร้อยละเท่าไร

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

กสิกรไทยชี้ก่อสร้างปี 53 แตะ 8 แสนล้าน

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช นามสกุล วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702
เรื่อง กสิกรไทยชี้ก่อสร้างปี 53 แตะ 8แสนล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจก่อสร้างปี 2553 ว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2553 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีขึ้น โดยการลงทุนด้านการก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ ในปี 2553 จะมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 3.0-6.5 ส่วนมูลค่าตลาดก่อสร้างมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นมากจากผลของต้นทุนค่าก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนด้านการก่อสร้างณ ราคาปีปัจจุบันจะอยู่ที่ 819,000-847,000 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 10.0-14.0

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างภาคเอกชนในกลุ่มที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมมีแนวโน้มขยายตัวได้จากประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงมาตรการและกฎหมายบางด้าน ได้แก่ การปรับเงื่อนไขของโครงการบ้านบีโอไอให้ครอบคลุมบ้านระดับราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท จากเดิมที่มีราคาเกิน 6 แสนบาท ซึ่งน่าจะทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวลดลงได้ จึงอาจส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางและล่างทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมน่าจะคึกคักมากขึ้น

ขณะที่การแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอาจมีผลให้มีการเร่งลงทุนขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกก่อนที่พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ส่วนการก่อสร้างในภาคอุตสาหกรรมยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังคงสูงอยู่ และบางอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบของภาครัฐเกี่ยวกับโครงการลงทุนที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน

สำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ คาดว่าโครงการลงทุนขนาดเล็กของรัฐที่พร้อมที่จะดำเนินการได้จะยังเป็นปัจจัยผลักดันธุรกิจก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรก สำหรับโครงการใหม่ที่เป็นโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น กว่าที่จะเริ่มต้นได้อย่างเร็วน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งในส่วนของระบบขนส่งมวลชนรูปแบบราง คาดว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ น่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ก่อน ขณะที่โครงการอื่นๆ

ทั้งนี้ปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองยังปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อธุรกิจการก่อสร้างที่ยังต้องพึ่งพิงการลงทุนก่อสร้างจากภาครัฐเป็นสำคัญ รวมทั้งความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ที่ควรติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.อุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2553 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีขึ้น โดยการลงทุนด้านการก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ ในปี 2553 จะมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ เท่าใด
ข้อ 2.การก่อสร้างภาคเอกชนในกลุ่มที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมมีแนวโน้มขยายตัวได้จากประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงมาตรการและกฎหมายบางด้าน ได้แก่ ด้านใดบ้าง
ข้อ 3.ปัจจัยใดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อธุรกิจการก่อสร้าง

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

บีโอไอ เผยปี 52 คนแห่ยื่นขอลงทุนทะลุ 7.2 แสนล้าน

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675

เรื่อง บีโอไอ เผยปี 52 คนแห่ยื่นขอลงทุนทะลุ 7.2 แสนล้าน

“บีโอไอ” โชว์ตัวเลขการยื่นขอรับส่งเสริมฯปี52 มูลค่าทะลุ 7.2 แสนล้านบาท สูงสุดรอบกว่า 40 ปี ระบุปัญหามาบตาพุด และเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ไม่ส่งผลกระทบ
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอรวม 1,573 โครงการ รวมมูลค่า 723,400 ล้านบาท ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย เพราะถือว่ามูลค่าการลงทุนสูงสุดในรอบกว่า40ปี ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีปัจจัยที่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการแก้ไขปัญหามาบตาพุด และวิกฤติเศรษฐกิจโลกทรุดตัวก็ตาม
โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ค่อนข้างมาก เนื่องจากปี 2551-2552 เป็นปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนจึงมีการให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ 6 กลุ่มกิจการ ดังนั้นเมื่อจะสิ้นสุดในปลายปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเร่งยื่นขอรับการส่งเสริมไว้ล่วงหน้า เพื่อขอใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวในช่วงปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานทดแทน จึงทำให้เงินลงทุนของโครงการที่ขอรับส่งเสริมในปี 2552 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตอนช่วงต้นปีที่ 400,000 ล้านบาท ถึง 323,400 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 80%
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดคือกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 709 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 430,800 ล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่ม
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะจำนวน 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท
ด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวเป็นของจริง แต่ยอมรับว่าเป็นเพียงการยื่นขอ แต่ยังไม่ได้เป็นการลงทุนจริงแต่อย่างใด โดยการขอยื่นลงทุนมากระจุกตัวช่วงเดือนสุดท้ายที่มีกว่าแสนล้านบาท เพราะมาตรการสิทธิประโยชน์ของปีแห่งการลงทุน จึงได้มอบให้บีโอไอไปทบทวนสิทธิประโยชน์ดังกล่าวว่าประเภทกิจการใดใน 6 กิจการควรจะต่ออายุหรือไม่
อย่างไรหรืออาจจะเพิ่มประเภทกิจการใหม่หรือไม่ รวมถึงการปรับเป้าหมายการลงทุนปีนี้ ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ใน เดือน ม.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหามาบตาพุด ที่ยังไม่ได้ข้อยุติให้กับนักลงทุนทำให้ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตโซล่าเซลล์หรือ เซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศแคนาดา ประกาศตัดสินใจเข้าไปลงทุนในประเทศมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่า 10,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยพิจารณาเข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งกรณีของบริษัท แม็กซ์ฟิส จำกัด ของไต้หวัน ที่เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ ก็ประกาศไม่เข้ามาลงทุนในไทยแล้วจากเดิมที่จะลงทุนในเบื้องต้น 6,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 บริษัทให้เหตุผลว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด
สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ยื่นขอรับส่งเสริมในสัปดาห์สุดท้ายของปีที่ผ่านมามีอาทิ กิจการผลิต ฮาร์ดดิสไดร์ มูลค่า รวม 27,700 ล้านบาท กิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 6,300 ล้านบาท กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 5 โครงการ รวมมูลค่า 20,000 ล้านบาท กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ รวมมูลค่า 13,600 ล้านบาท และการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 1 โครงการ 5,100 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน 1,500 ล้านบาท การผลิตเอทานอล 2 โครงการมูลค่า 5,800 ล้านบาท เป็นต้น
คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ 1. บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับ
บีโอไอรวมกี่โครงการ และมูลค่ารวมเท่าใด

ข้อ 2. อุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด 4 อันดับแรก มีอะไรบ้าง

ข้อ 3. บริษัทผู้ผลิตโซล่าเซลล์ หรือเซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศแคนาดา ไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

เพราะเหตุใด