วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตลาดหนังสือปี 2552 ขยายตัวลดลง

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช วังกานนท์ เลขทะเบียน4902100702

เรื่อง ตลาดหนังสือปี 2552 ขยายตัวลดลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ตลาดหนังสือปี 2552 ขยายตัวชะลอลง แนะสำนักพิมพ์ต้องเร่งปรับตัว

คุณภาพ ของประชากรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ธุรกิจสำนักพิมพ์และหนังสือจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ประชาชนเกิด การเรียนรู้ ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยให้เวลากับการอ่านหนังสือค่อนข้างน้อย อาจเนื่องจากใช้เวลาส่วนมากหมดไปกับสื่อบันเทิง ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ แผ่น VCD/DVD ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้การค้นคว้าหาความรู้สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วโดยใช้สื่ออินเทอร์เน็ต


อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานงานพิมพ์ของไทยที่มีการพัฒนามาโดยตลอด เพื่อก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ในภูมิภาคอาเซียน (Asian Printing Hub) นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดหนังสือของไทยยังขยายตัวได้ ส่งผลถึงธุรกิจสำนักพิมพ์ในประเทศมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในด้านปริมาณและประเภทสิ่งพิมพ์ โดยในปี 2551 จำนวนหนังสือใหม่ที่เข้าสู่ร้านหนังสือเฉลี่ยประมาณ 1,112 ชื่อเรื่องต่อเดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4 จากปีก่อนหน้า ส่วนสำนักพิมพ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 อยู่ที่ 512 สำนักพิมพ์ [1] และจำนวนร้านหนังสือเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 อยู่ที่ 2,483 ร้าน


โดยคาดว่าในปี 2552 ตลาดหนังสือในประเทศยังคงขยายตัวได้ แต่ด้วยอัตราที่ชะลอลง และมีแนวโน้มที่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การวางสินค้าของร้านหนังสือ และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนตลาดต่างประเทศ การ ยกระดับในงานพิมพ์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับจากต่างชาติส่งผลให้มูลค่าการส่ง ออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยังมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากประเทศในแถบเอเชีย คาดว่าปี 2552 มูลค่าการส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทยจะขยายตัวร้อยละ 1-2 จากปีที่แล้ว โดยตลาดส่งออกสำคัญ คือ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย


ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง สำนักพิมพ์ควรเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างช่องทางการตลาด โดยเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ เลือกเรื่องที่มีเนื้อหาสาระน่าสนใจ ทันตามกระแสสังคมและทันต่อเหตุการณ์ในขณะนั้น สอดคล้องกับช่วงงาน/เทศกาลต่างๆของปี ซึ่งหนังสือนิยาย/วรรณกรรมและการ์ตูนยังคงเหมาะสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่วน ธรรมะประยุกต์ แนวสร้างสรรค์พัฒนาตนเอง และกระแสเหตุการณ์ปัจจุบัน ยังคงอยู่ในความสนใจของกลุ่มคนวัยทำงาน


อีกทั้ง ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ออกแบบรูปเล่ม/หน้าปกให้มีรูปลักษณ์สวยงาม สะดุดตา ใช้กระดาษที่มีคุณภาพ อาทิ เช่น กระดาษถนอมสายตาซึ่งเป็นแนวใหม่ที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่นักอ่าน รวมถึงการประสานสื่อสมัยใหม่เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกแก่ผู้อ่าน และที่สำคัญควรมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป สอดคล้องกับกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายและต้นทุนการผลิตที่แท้จริง การขยายช่องทางการตลาด วางแผนการโฆษณา/ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่น/ส่วนลดสมาชิก เพื่อจูงใจให้ผู้อ่าน/สมาชิกซื้อหนังสือบ่อยขึ้น หรือให้สิทธิในการจองซื้อหนังสือก่อนลูกค้าปกติ เป็นต้น รวมถึงการเลือกทำเลที่ตั้งร้านหนังสือก็ เป็นส่วนสำคัญ โดยควรเลือกจุดตั้งร้านที่เป็นแหล่งชุมชนตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เดินทางสะดวก มีที่จอดรถรองรับ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพของคู่แข่งในกรณีที่มีร้านหนังสืออื่นในพื้นที่ เดียวกัน เป็นต้น


สำหรับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีร้านหนังสือเป็นของตนเองควรปรับเปลี่ยนรูปแบบของร้านหนังสือให้ดูทันสมัย เพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้าทุกวัย รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อนำฐานข้อมูลมาใช้วางแผน การตลาดของร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ต่อไป ส่วนสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ ไม่มีโรงพิมพ์และร้านหนังสือเป็นของตน ก็ควรหาช่องทางการผลิตที่มีคุณภาพและต้นทุนไม่สูงนัก อีกทั้งแสวงหาช่องทางการตลาดที่สามารถกระจายหนังสือได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับแนวหนังสือของสำนักพิมพ์ และอาจอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น การขายตรงผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพราะ จากภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ธุรกิจสำนักพิมพ์มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จึงได้เปรียบสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เนื่องจากมีเครือข่ายการผลิตครบวงจร เทคโนโลยีที่ทันสมัย และเงินทุนที่เข้มแข็งกว่า


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090718/61016/กสิกรไทยคาดตลาดหนังสือปี-52-ขยายตัวลดลง.html


คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ 1. ปี 2552คาดว่ามูลค่าการส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทยจะขยายตัวร้อยละเท่าใดจากปีที่แล้ว

ข้อ 2. ตลาดที่สำคัญในการส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทย คือ ตลาดในภูมิภาคใด

ข้อ 3. ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง สำนักพิมพ์ควรเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างช่องทางการตลาด ในการจำหน่ายอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับสภพทางเศรษฐกิจ

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675


เรื่อง การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง


ปัจจุบันนี้เรามีทางเลือกในการลงทุนมากมาย เยอะจนกระทั่งบางครั้งเราก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าอะไรควรลงทุน อะไรไม่ควร แล้วเราจะทำอย่างไรดี ?การลงทุนมีทั้งแบบที่ดีและไม่ดี แบบที่ไม่ดีและควรหลีกเลี่ยงมีอยู่หลายแบบด้วยกัน ถ้าเราสามารถเข้าใจและหลีกเลี่ยงการลงทุนประเภทนี้ได้ เงินของเราคงจะปลอดภัยไม่น้อยทีเดียว ส่วนการลงทุนแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยงนั้น ขอแยกออกเป็นสามประเภทกว้างๆดังนี้ 1. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากเกินจริง ซึ่งมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด นั่นคือเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการและเสี่ยงที่อาจไม่ได้คืนแม้แต่เงินต้น การลงทุนแบบนี้มีได้สองรูปแบบคือ หนึ่งเป็นลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ(ซึ่งไม่ถือเป็นการลงทุนหรอกนะ) เป็นการหลอกลวงเงินซึ่งไม่สามารถทำให้ได้ผลตอบแทนอย่างที่ได้กล่าวอ้างไว้ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งถ้าเงินที่นำไปลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการแต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะสูญแม้กระทั่งเงินต้น อันที่จริงในต่างประเทศการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่น hedge fund หรือ Private Equity (รายละเอียดขออธิบายไว้ในภายหลัง) เป็นที่นิยมกันมาก แต่นั่นหมายความว่าจะต้องมีกฎระเบียบในการลงทุนที่ชัดเจน เชื่อถือได้ และที่สำคัญผู้ลงทุนก็จะต้องเข้าใจมากเพียงพอ หรือรับความเสี่ยงได้นั่นเอง ซึ่งโดยมากมักจะไม่เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆโดยปกติแล้วผลตอบแทนกับความเสี่ยงมักจะมาคู่กัน เสี่ยงน้อยก็ได้น้อย เสี่ยงมากก็อาจได้มาก เข้าใจได้ไม่ยาก ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมายเช่น ฝากแบงค์เสี่ยงน้อยได้ดอกเบี้ยก็ 1% ซื้อพันธบัตรเสี่ยงน้อยแต่ต้องถือยาวก็ได้ 3-4% หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ดีหน่อยก็ 4-6%

ถ้าเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็กหน่อยก็อาจจะ 6-9% ก็ว่ากันไป การลงทุนที่รับประกันผลตอบแทนที่เกิน 10% โดยมากให้เข้าใจก่อนเลยว่าเป็นการลงทุนที่อาจมีความเสี่ยงสูง เสี่ยงที่บริษัทอาจล้มละลาย หรือเสี่ยงที่มันเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อคิดในทางกลับกันยิ่งเราลงทุนได้ผลตอบแทนมาก คนที่นำเงินเราไปลงทุนก็มีภาระดอกเบี้ยสูงทำให้ได้ผลตอบแทนน้อย ธุรกิจที่ทำให้ได้ผลตอบแทนมากๆแต่ไม่ค่อยเสี่ยงและมานำเสนอกันทั่วไปให้กับนักลงทุนรายย่อยนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามันดีจริงทำไมถึงไม่กู้แบงค์ซึ่งดอกเบี้ยแบงค์แค่ 8% ทำไมต้องจ่ายให้นักลงทุนอย่างเราเกิน 10% หรือว่าแบงค์ไม่ปล่อยกู้ เพราะตัวธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่สูง ธุรกิจที่ดีจริงโดยมากมักจะสามารถหาช่องทางกู้ยืมเงินได้ไม่ยากเพราะโครงการมีแนวโน้มที่จะได้กำไรสูงอยู่แล้ว การนำเสนอให้นักลงทุนทั่วไปจึงมักจะมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่ในตัว2. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว หมายความว่าถ้าลงทุนบ่อยๆและนานๆเข้า เราจะเสียมากกว่าได้ ตัวอย่างมีให้เห็นมากและเป็นที่นิยมมากด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะกึ่งการพนันเช่น การซื้อหวย การพนันบางชนิด(ไม่ใช่ทุกชนิด) หรือแม้กระทั่งการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม การซื้อหวยและการพนันส่วนใหญ่นั้นให้ผลตอบแทนติดลบ พูดง่ายๆก็คือเล่นนานๆอาจหมดตัวได้ เหตุผลก็เพราะแต้มต่อของนักลงทุนเสียเปรียบนั่นเอง หวยหนึ่งใบถ้าซื้อในราคา 100 บาท เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยแค่ 40 บาทเท่านั้น การพนันก็เหมือนกัน slot machine, รูเล็ต และอีกหลายประเภทจะให้

ผลตอบแทนติดลบ แต่ก็มีการพนันบางอย่างที่อาจให้ผลตอบแทนเป็นบวกถ้าผู้เล่นเล่นเก่งพอเช่น Black jack หรือ Poker เป็นต้น แต่นั่นหมายความว่าคนเล่นต้องมีฝีมือมาก ไม่ใช่แค่ดวงเท่านั้นหลายคนมักเข้าใจผิดว่าสิ่งที่พูดๆมาก็มีคนทำเงินได้มากมาย แสดงว่าที่พูดไปผิดรึเปล่า คงต้องขอตอบว่า ที่เราพูดถึงนี้หมายถึงคนโดยส่วนใหญ่ และเล่นนานๆ ความโชคดีในบางครั้งในช่วงสั้นๆอาจจะทำให้บางคนได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่คงไม่ใช่ทุกคนและไม่ใช่ทุกครั้งการซื้อขายที่มีต้นทุนสูงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนติดลบ เช่นการซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไปทำให้กำไรที่ได้เมื่อหักค่าคอมมิชชั่นแล้วในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนติดลบ ยกตัวอย่างนักลงทุนคนหนึ่งมีนิสัยในการลงทุนระยะสั้นมาก คือซื้อขายหุ้นแบบจบในวัน ซื้อแล้วขายทิ้งก่อนที่ตลาดหุ้นจะปิด จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าเขาลงทุนทุกวันจะเกิดอะไรขึ้น? ผมคงตอบไม่ได้ว่าเขาจะได้กำไรเท่าไหร่ แต่ผมตอบได้แค่ว่าค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายจะเท่ากับ 125% ของเงินลงทุน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น การซื้อหุ้นจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 0.25% ขายอีก 0.25% รวมแล้วในหนึ่งวันจ่ายไป 0.50% (ยังไม่รวม VAT) ถ้าซื้อขายทุกวันครบปีจะซื้อขายทั้งสิ้น 250 วัน เท่ากับว่าต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 125% นั่นหมายความว่าถ้าปีนั้นซื้อขายหุ้นได้กำไรไม่ถึง 125% จะกลายเป็นขาดทุน !! แล้วจะมี

นักลงทุนคนไหนที่ได้กำไรเกิน 125% ทุกปี ? แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว3. การลงทุนในสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ อันที่จริงไม่เชิงให้หลีกเลี่ยงการลงทุนประเภทนี้ แต่ก่อนที่จะลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจพอสมควร การลงทุนแต่ละประเภทมีรายละเอียดและเทคนิคแตกต่างกัน คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างหนึ่งไม่ได้

หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนอื่นๆด้วย นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่หลายคนหลีกเลี่ยงการลงทุนหลายๆรูปแบบและโฟกัสกับการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ครั้งหนึ่งตอนที่ตลาดอสังหาที่อเมริกาบูม มหาเศรษฐีหุ้นอันดับสองของโลก วอร์เรน บัฟเฟต ได้ถูกถามว่า บัฟเฟตสนใจจะลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เหมือนนักลงทุนรายอื่นหรือไม่ บัฟเฟตตอบว่า เค้าคงไม่ลงทุนในธุรกิจอสังหาเนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากนั้นแล้วในเมื่อเค้ามีความเชี่ยวชาญในตลาดหุ้นอย่างมาก ทำไมต้องลงทุนประเภทอื่นๆด้วย แต่สำหรับตัวผมแล้วการจำกัดการลงทุนให้แคบมากๆทำให้บางครั้งเราอาจจะเสียโอกาสที่จะผ่านเข้ามา นอกจากนั้นการโฟกัสมากเกินไป ทำให้เราไม่ได้มุมมองในภาพกว้างๆและทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของระบบเศรษฐกิจและการลงทุนได้อย่างถูกต้องตัวอย่างหนึ่งของการลงทุนที่นักลงทุนมักเข้าใจผิดก็คือ การซื้อขายหุ้นด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินนักลงทุนที่ซื้อหุ้นเก็งกำไรแต่เมื่อขาดทุนก็บอกว่าจะถือยาว หรือบางคนตั้งใจจะถือยาวแต่แรกแต่มาซื้อตอนที่ตลาดอยู่ในภาวะเก็งกำไรสูง การลงทุนดังกล่าวจะทำให้ได้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว และอีกครั้งหนึ่งที่ต้องขอบอกว่า ในระยะสั้นในบางครั้งนักลงทุนอาจจะได้กำไรแต่ในระยะยาวโอกาสที่จะขาดทุนจะมีอยุ่มาก หุ้นเก็งกำไรสูงหรือหุ้นปั่นเป็นการลงทุนที่เรียกว่า Zero sum game หมายความว่าในระยะยาวบริษัทจะมีมูลค่าเท่าเดิม เพราะพื้นฐานบริษัทไม่ได้ดีขึ้นนั่นเอง เช่น เดิมทีหุ้นราคา 1 บาท เมื่อมีข่าวลือจะถูกปั่นขึ้นไปถึง 4 บาท(สมมติ) แต่พอผ่านไปเป็นระยะเวลานานราคาหุ้นก็ค่อยๆตกลงมาเหลือ 1 บาทเท่าเดิมเพราะข่าวลือหรือแรงเก็งกำไรจางหายไป ซึ่งในกรณีนี้จะมีคนที่กำไร และก็จะมีคนที่ขาดทุน ในจำนวนรวมเท่าๆกัน เพราะมูลค่าหุ้นยังอยู่ที่ 1 บาทเท่าเดิม ซึ่งต่างจากบริษัทที่ดี ราคาหุ้นหรือมูลค่าหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆดังนั้นโดยรวมแล้ว นักลงทุนจะได้กำไรกลับมาที่หุ้นปั่นที่เราพูดถึง แล้วใครกำไรใครขาดทุน นักลงทุนทุกคนที่เข้ามาเก็งกำไรทุกคนเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำกำไรได่ โดยซื้อก่อนหรือซื้อตอนหุ้นกำลังขึ้นและขายก่อนที่หุ้นจะตก นี่คือแนวคิดที่ทุกคนคิด แต่ในความเป็นจริงก็คือ จำนวนหุ้นมีอยู่เท่าเดิม การที่ทุกคนคิดว่าจะขายก่อนหุ้นตกจึงเป็นไปไม่ได้ทุกคน ไม่เช่นนั้นแล้วใครจะมีหุ้นตอนหุ้นตกลงมาเหลือ 1 บาทจริงรึเปล่า แล้วใครล่ะที่กำไรในตลาดนี้ คนแรกสุดเดาได้ไม่ยาก มักจะเป็นคนที่ปั่นหุ้นนั้น เหตุผลก็เพราะนอกจากมีความเชี่ยวชาญในการซ้อขายหุ้นแล้ว ยังมีเงินลงทุนมากซึ่งสามารถควบคุมราคาหุ้นได้ อีกทั้งยังอาจจะรู้ข้อมูลอินไซด์ด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนปั่นหุ้นจะได้กำไร ถ้าไม่กำไรแล้วจะมาปั่นทำไมจริงมั้ยครับ อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถทำได้กำไรคือนักลงทุนที่มีฝืมือในการซื้อขาย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ซื้อหุ้นได้ในราคาไม่แพง และขายออกไปก่อนหุ้นจะตก ซึ่งก็มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับนักลงทุนทั้งหมด ทีนี้ใครล่ะคือกลุ่มที่ขาดทุน ก็อย่างที่บอกหุ้นปั่นเป็น Zero sum game เมื่อนักปั่นหุ้นและนักเก็งกำไรมืออาชีพได้กำไร นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นผู้ขาดทุนนั่นเอง แต่ก็อีกนั่นแหละมักจะมีคนค้านว่าทำกำไรได้อยู่บ่อยๆ แต่ที่เราพูดถึงคือในภาพรวมทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นในระยะยาว



คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ 1. ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการลงทุนมากมาย การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยงมีกี่ประเภท อะไรบ้าง


ข้อ 2. การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง จะให้ผลตอบแทนอย่างไร


ข้อ 3. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบระยะยาว หมายความว่าอย่างไร