วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศูนย์วิจัยหวั่นวิกฤติไทย-กัมพูชาทำเสียโอกาสการค้า

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช นามสกุล วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702
เรื่อง ศูนย์วิจัยหวั่นวิกฤติไทย-กัมพูชาทำเสียโอกาสการค้า
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน เนื่องจากไทยและกัมพูชาไม่ได้ออกมาตรการปิดด่านการค้าชายแดนระหว่างกัน โดยคาดว่าหากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายลงได้ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การปิดด่านการค้าชายแดนระหว่างกัน คาดว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีมูลค่าราว 70 พันล้านบาทในปี 2551 โดยไทยที่เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชามาโดยตลอด น่าจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าของไทยไปกัมพูชาที่ต้องชะลอลง โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการปิดด่านชายแดนระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งระหว่างกันยืดเยื้อออกไปจนทำให้ทางการไทยและกัมพูชาดำเนินมาตรการรุนแรงอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านชายแดนที่มีระยะเวลายาวนานออกไป อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นต่อการส่งออกของไทยไปกัมพูชาและเป็นปัจจัยลบต่อโอกาสการขยายตลาดส่งออกของไทยไปกัมพูชาในระยะต่อไป แม้ว่าในปัจจุบันกัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยค่อนข้างสูงเนื่องจากพรมแดนทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาที่ติดกับไทย ประกอบกับกัมพูชาผลิตสินค้าเองไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้กัมพูชาจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะสินค้านำเข้าประเภทอุปโภคบริโภคต่างๆ และสินค้าที่ใช้ในภาคก่อสร้างและการผลิต เช่น น้ำมันสำเร็จรูป และปูนซีเมนต์ แต่คู่แข่งทางการค้าของไทยอย่างเวียดนามและจีนที่เข้ามามีบทบาททางการค้ากับกัมพูชามากขึ้น อาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกัมพูชาก็เป็นได้

โดยเฉพาะเวียดนามที่มีพรมแดนทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ติดกับกัมพูชา และปัจจุบันกัมพูชานำเข้าสินค้าจากเวียดนามมีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากไทย ส่วนจีน แม้จะไม่มีพรมแดนติดต่อกับกัมพูชา แต่ก็มีส่วนแบ่งในตลาดกัมพูชาสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากไทยและเวียดนาม ตามลำดับ และสินค้าส่งออกของจีนมีโอกาสขยายการส่งออกไปกัมพูชาได้มากขึ้น

เนื่องจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีนและบทบาทของจีนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเส้นทางโลจีสติกส์และเส้นทางคมนาคมขนส่งในภูมิภาค อินโดจีนและอาเซียน ทำให้การส่งออกของจีนไปกัมพูชามีความสะดวกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า สินค้าส่งออกของไทยที่ในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในกัมพูชาอาจต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและจีนที่อาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในกัมพูชาในระยะต่อไป หากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจส่งผลให้ต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมโดยปิดด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ เนื่องจากกัมพูชามีการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยค่อนข้างสูง หากเกิดกรณีปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อาจทำให้ผู้บริโภคในกัมพูชาหรือผู้นำเข้าสินค้าในกัมพูชาที่เคยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยผ่านทางชายแดนที่อยู่ติดกัน อย่างสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าที่ใช้ในภาคการผลิต จำเป็นต้องหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นแทน ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่าสินค้าจากไทย เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นตามระยะทางการขนส่งจากประเทศอื่นที่ไกลกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของประชาชนชาวกัมพูชาปรับสูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจในกัมพูชาอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางที่สูงขึ้นด้วย
ที่มา:
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน เนื่องจาก สาเหตุใด
ข้อ 2.หากความขัดแย้งระหว่างกันยืดเยื้อออกไปจนทำให้ทางการไทยและกัมพูชาดำเนินมาตรการรุนแรงอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านชายแดนที่มีระยะเวลายาวนานออกไป อาจส่งผลกระทบทางด้านลบต่อประเทศไทยในด้านใด
ข้อ 3.คู่แข่งทางการค้าของไทยที่เข้ามามีบทบาททางการค้ากับกัมพูชามากขึ้น และอาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกัมพูชาในอนาคต คือประเทศอะไร

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Top 10 สินค้ามาแรง เจาะกำลังซื้อใหม่ หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675
เรื่อง Top 10 สินค้ามาแรง เจาะกำลังซื้อใหม่ หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เอ็กซิมแบงก์ เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรง หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค กำลังซื้อที่หดตัวลง และไลฟ์สไตล์ครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อการใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน รวมถึงเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งต่อจากนี้ไป ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยราคาเพียงอย่างเดียว แนะส่งออกศึกษารูปแบบตลาดส่งออกให้ชัดเจน ก่อนเปิดเกมลุย
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ภายหลังเศรษฐกิจโลกที่หดตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อบ้านหลังที่สองและสินค้าแฟชั่นลดลง รวมทั้งนิยมหาความสุขความบันเทิง อาทิ รับประทานอาหาร ดูหนังฟังเพลง และออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้นแทนการไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ในการใช้จ่ายทั้งในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูและช่วงซบเซาอย่างหนักมาแล้ว และหากเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวขึ้นรอบใหม่ ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากปัจจัยด้านราคามาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ
สำหรับแนวโน้มหรือเทรนด์สินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม และมาแรงในตลาดการค้าโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีดังนี้
1. สินค้าอเนกประสงค์ (All-in-One) ผู้บริโภคมีแนวโน้มคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของสินค้าที่ต้องมี
คุณสมบัติในการทำงานได้หลากหลายในสินค้าเดียว เช่น โทรศัพท์มือถือที่ไม่เป็นเพียงเครื่องมือติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา กล้องถ่ายรูปและเครื่องเสียงไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ แม้คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้สินค้ามีราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไป แต่ด้วยประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายจะช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าของเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับความครบครันและความสะดวกสบายที่จะได้รับ
2. สินค้าที่มุ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถประกอบได้เอง
(Do It Yourself : DIY) ซึ่งนอกจากเป็นสินค้าจำพวกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ภายในบ้านแล้ว ยังรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องประดับประกอบเองได้ เพราะผู้บริโภคแต่ละคนสามารถออกแบบหรือเลือกวัสดุที่นำมาประกอบ รวมถึงสามารถตกแต่งสีสันของผลิตภัณฑ์ได้ตามใจชอบ ทำให้มีรูปแบบไม่ซ้ำใคร นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเป็นการเปลี่ยนปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจากราคามาเป็นความพึงพอใจเฉพาะของแต่ละบุคคล
3. สินค้าย้อนอดีตที่ผสมผสานความทันสมัย (Retro Nova) ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไฮเทคของเทคโนโลยีท่ามกลางกระแสที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับความคลาสสิกของอดีต ทำให้เกิดการผลิตสินค้าในลักษณะ Retro Nova ขึ้น สินค้าดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องการนำเทคโนโลยีทันสมัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้สอยควบคู่ไปกับการสร้างความสุขทางด้านจิตใจผ่านการย้อนมองภาพในอดีต เช่น นาฬิกาที่มีรูปลักษณ์ย้อนยุคแต่กลไกเป็นไมโครชิพที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องเสียงที่เลียนแบบวิทยุโบราณแต่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครันเป็นต้น
4. สินค้าที่ทำด้วยมือ (Handmade) คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันทำให้สินค้าที่ผลิตได้แทบไม่มีความแตกต่างกัน (Homogeneous) ขณะที่สินค้า Handmade
สามารถสร้างจุดขายจากความแตกต่างและการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้มากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละจำนวนมาก
5. สินค้าที่เน้นการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ (Design & Packaging) แม้ผู้บริโภคคำนึงถึงคุณค่าและประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งแรกที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อสินค้าคือรูปลักษณ์ภายนอกและบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคลดความสนใจในปัจจัยด้านราคาและคุณภาพลงแต่หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของตนเองมากขึ้น
6. สินค้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Fair Trade) ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน แนวคิดนี้เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นหลังจากองค์กร Fairtrade Labelling Organizations International (FLO) ได้นำฉลาก Fair Trade มาใช้อย่างแพร่หลายเมื่อปี 2545 เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นซื้อจากเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่มีการกดขี่แรงงาน ไม่ใช้แรงงานเด็กและสนับสนุนให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น ปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fair Trade ทั่วโลกแล้วกว่า 4,500 รายการในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร อาทิ กาแฟ โกโก้ กล้วย น้ำตาล ฝ้าย น้ำผึ้งและดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้คาดว่าผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจะนำประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ(Corporate Social Responsibility : CSR) มาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น จากปัจจุบันที่พบว่าชาวยุโรปราว 1 ใน 5 ยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม
7. สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ผู้บริโภคจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในกระบวนการผลิต ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสามารถย่อยสลายหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 14000, Carbon Footprint, Eco-labeling and Packaging ของผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปด้วย
8. สินค้าพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) วิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบและชั่วโมงทำงานที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว มีความหลากหลายและอร่อย ทำให้ตลาดอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมรับประทานได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวโน้มนี้จะขยายไปยังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นเป็นลำดับ
9. สินค้าเพื่อสุขภาพ (Organic & Functional Food) ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดที่รุนแรงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Food) ที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีรวมทั้งตลาดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงร่างกาย (Functional Food) เช่น สารอาหารต่างๆ สารที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด บำรุงสมองหรือช่วยในการนอนหลับได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
10. สินค้าที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) สวัสดิภาพสัตว์เป็นประเด็นที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปที่เชื่อว่าการดูแลให้สัตว์มีสวัสดิภาพที่ดีจะส่งผลให้สินค้าอาหารที่ผลิตได้มีคุณภาพดีตามไปด้วย ทั้งนี้ สินค้าอาหารที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์จะต้องผ่านมาตรฐานกรรมวิธีการผลิตขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ต้องไม่แออัด การขนส่งและการฆ่าที่ต้องไม่ให้สัตว์ทรมานและไม่ให้สัตว์เกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะบางรายการผสมในอาหารสัตว์เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลจากความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปและวัฏจักรเศรษฐกิจ พบว่าผู้บริโภคมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวในการเลือกซื้อสินค้า โดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบนอกเหนือจากปัจจัยด้านราคา ประเด็นนี้อาจมองได้ว่าเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในสินค้าที่ตนเองส่งออกอย่างใกล้ชิดรวมทั้งวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด
ที่มา :
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.ใครเป็นคนเผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ข้อ 2.แนวโน้มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม และมาแรงในตลาดการค้าโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีสินค้า 10 ชนิด อะไรบ้าง
ข้อ 3.สินค้าที่ได้รับการรับรอง Fair Trade ทั่วโลกแล้วกว่า 4,500 รายการในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอะไร

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มกอช. จัดทำมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้ง เพื่อยกระดับ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค หลัง ข้าวโพดราคาถูก จากประเทศเพื่อนบ้านอาจทะลักเข้ามาตีตลาด ...

นายมนตรี กฤษณีไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้จัดทำมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้ง เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของข้าวโพดเมล็ดแห้งที่เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารและอาหารสัตว์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเป็นแนวทางตรวจสอบคุณภาพข้าวโพดเมล็ดแห้งนำเข้า เบื้องต้นได้กำหนดคุณภาพทั่วไปของฝักและเมล็ดข้าวโพดเมื่อกะเทาะเป็นเมล็ดแล้ว เมล็ดต้องไม่มีกลิ่นหรือสีผิดปกติ ไม่พบแมลงศัตรูพืชที่มีชีวิต มีความชื้นสูงสุดไม่เกิน 14.5% และมีเมล็ดสีอื่นไม่เกิน 5% พร้อมทั้งกำหนดรายละเอียดของข้อบกพร่องหรือตำหนิในฝัก และเมล็ดข้าวโพด รวมถึงสิ่งแปลกปลอม ที่สำคัญได้กำหนดปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดข้าวโพดชั้นคุณภาพแตกต่างกัน การกำหนดสุขลักษณะด้านการเก็บรักษา การขนส่งสินค้า รวมทั้งวิธีวิเคราะห์และการชักตัวอย่างเพื่อสุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้า

"ข้าวโพดเมล็ดแห้งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ ซึ่งแต่ละปีมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีอันตรายต่อคนและสัตว์ และในวันที่ 1 ม.ค.53 นี้ ยังเป็นสินค้าที่เปิดตลาดนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา โดยต้องลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ปลูกข้าวโพดของไทย เนื่องจากข้าวโพดราคาถูกจาก เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา อาจทะลักเข้ามาตีตลาดภายในประเทศ และกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกร ซึ่งในฤดูเพาะปลูกปี 2552/53 นี้ จึงต้องมีมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้งเข้ามาช่วยควบคุม".

ไทยรัฐออนไลน์

คำถาม
ข้อ 1เมล็ดข้าวโพดแห้งเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอะไร
ข้อ 2คุณภาพทั่วไปของฝักและเมล็ดข้าวโพดเมื่อกะเทาะเป็นเมล็ดแล้ว เป็นอย่างไร
ข้อ 3ข้าวโพดราคาถูกจาก ประเทศใดเข้ามาตีตลาดในไทย