วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จับตาพาณิชย์ไฟเขียวขึ้นราคาสินค้าไตรมาส 2

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช นามสกุล วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702


เรื่อง จับตาพาณิชย์ไฟเขียวขึ้นราคาสินค้าไตรมาส 2


แหล่งข่าวกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไตรมาสสองนี้กระทรวงฯ อาจอนุมัติให้ผู้ผลิตสินค้าบางรายการปรับราคาจำหน่ายขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าในการผลิตสินค้าหลายรายการปรับสูงมากในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา


โดยราคาต้นทุนวัตถุดิบสำคัญที่ปรับขึ้น ได้แก่ น้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งราคาช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมกราคมตันละ 24,200 บาท แต่ราคาครึ่งเดือนหลังเพิ่มขึ้นเป็น 25,100 บาท เหล็กแท่งยาว ตันละ 490 เหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 500 เหรียญสหรัฐ เหล็กแท่งแบน ตันละ 490 เหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น ตันละ 500 เหรียญสหรัฐ และทองแดงตันละ 7,346 เหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็นตันละ 7,488 เหรียญสหรัฐ


อย่างไรก็ตาม มีต้นทุนวัตถุบางประเภทที่ปรับลดลง ได้แก่ เมล็ดถั่วเหลือง ตันละ 374 เหรียญสหรัฐ ลดลงเหลือ 370 เหรียญสหรัฐ แม่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ตันละ 331 เหรียญสหรัฐ ลดลงเหลือ 325 เหรียญสหรัฐ


ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้จัดลำดับความสำคัญบัญชีติดตามดูแลสินค้าจำนวน 202 รายการ เดือนก.พ. พบว่าบัญชีสินค้าอ่อนไหวพิเศษ (เอสแอล) ที่ติดตามราคาและภาวะเป็นประจำทุกวัน มีจำนวน 9 รายการ ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล เหล็กเส้น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแผ่น (รีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส) ปูนซีเมนต์ เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม บัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล) ที่ต้องติดตามภาวะสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มีจำนวน 6 รายการ ลดลงจากเดือนม.ค. 1 รายการ ได้แก่ นมผง นมข้นหวาน สายไฟฟ้า ก๊าซแอลพีจี ปุ๋ยเคมี และแบตเตอร์รี่


ที่มา:



คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.ไตรมาสสองนี้กระทรวงพาณิชย์ อาจอนุมัติให้ผู้ผลิตสินค้าบางรายการปรับราคาจำหน่ายขึ้น เนื่องจากสาเหตุใด


ข้อ 2.ต้นทุนวัตถุดิบสำคัญที่จะปรับขึ้น และปรับลดลง ได้แก่วัตถุดิบประเภทใดบ้าง


ข้อ 3.รายการบัญชีสินค้าอ่อนไหวพิเศษ ที่ต้องทำการติดตามราคาเป็นประจำทุกวัน มีกี่รายการ อะไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ตลาดหลักทรัพย์ แจงหุ้นร่วง 4 วันซ้อน "ภัทรียา" ยอมรับหางแดงทำหุ้นทรุด

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675
เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ แจงหุ้นร่วง 4 วันซ้อน "ภัทรียา" ยอมรับหางแดงทำหุ้นทรุด

ผู้บริหาร ตลท.ชี้ หุ้นไทยร่วง 4 วันซ้อน เป็นการปรับฐาน นักลงทุนกังวล "จีน" ออกมาตรการควบคุมแบงก์ ยอมรับ "หางแดง" พล่านจุดไฟป่วนชาติบ้านเมือง กระทบความเชื่อมั่นการลงทุน
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 4 วันซ้อน เป็นการปรับฐานการลงทุน หลังจากดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นถึงร้อยละ 8.2 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 ประกอบกับนักลงทุนกังวลการที่ทางการจีนออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ร้อนแรงเกินไป กดดันให้ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียและสหรัฐฯ ปรับตัวลง ซึ่งหุ้นไทยเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกัน ประกอบกับมีปัจจัยการเมืองในประเทศที่มีความร้อนแรงมากขึ้นจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง จึงเป็นปัจจัยลบกระทบการลงทุน โดยตั้งแต่วันที่ 1-21 มกราคม 2553 ต่างชาติขายสุทธิ 2,900 ล้านบาท
"ช่วง 1 เดือนครึ่งตลาด stable มาตลอด ไม่ผันผวนเลย ช่วงนี้ก็อาจจะปรับตัวลงไปบ้าง ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากจีนคุมสินเชื่อ ส่วนการเมืองบางวันก็เป็นข่าวการเมืองในบ้านเรา ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตวิทยา โดยภูมิภาคก็ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน"
นางภัทรียา กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคปอีก 100,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วเพิ่ม 30,000 ล้านบาท โดยจะเร่งทำงานในการหาบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เข้ามาระดมทุน และเชื่อว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกจะดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยกำไรของธนาคารพาณิชย์ไตรมาสแรกอยู่ที่ 91,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีที่แล้วที่มีกำไร 82,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ดัชนีปิดช่วงเช้าที่ระดับ 708.94 จุด ลดลง 10.05 จุด เปลี่ยนแปลง -1.40%

ที่มา : http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009478

คำถามท้ายเรื่อง :
ข้อ 1.ปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคปเป็นเท่าไร

ข้อ 2.ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 4 วันซ้อนเป็นการปรับฐานการลงทุนเนื่องจากเหตุใด

ข้อ 3.กำไรของธนาคารพาณิชย์ไตรมาสแรกอยู่ที่เท่าไร และเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเป็นร้อยละเท่าไร

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

กสิกรไทยชี้ก่อสร้างปี 53 แตะ 8 แสนล้าน

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช นามสกุล วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702
เรื่อง กสิกรไทยชี้ก่อสร้างปี 53 แตะ 8แสนล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจก่อสร้างปี 2553 ว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2553 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีขึ้น โดยการลงทุนด้านการก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ ในปี 2553 จะมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 3.0-6.5 ส่วนมูลค่าตลาดก่อสร้างมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นมากจากผลของต้นทุนค่าก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนด้านการก่อสร้างณ ราคาปีปัจจุบันจะอยู่ที่ 819,000-847,000 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 10.0-14.0

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างภาคเอกชนในกลุ่มที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมมีแนวโน้มขยายตัวได้จากประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงมาตรการและกฎหมายบางด้าน ได้แก่ การปรับเงื่อนไขของโครงการบ้านบีโอไอให้ครอบคลุมบ้านระดับราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท จากเดิมที่มีราคาเกิน 6 แสนบาท ซึ่งน่าจะทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวลดลงได้ จึงอาจส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางและล่างทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมน่าจะคึกคักมากขึ้น

ขณะที่การแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอาจมีผลให้มีการเร่งลงทุนขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกก่อนที่พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ส่วนการก่อสร้างในภาคอุตสาหกรรมยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังคงสูงอยู่ และบางอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบของภาครัฐเกี่ยวกับโครงการลงทุนที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน

สำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ คาดว่าโครงการลงทุนขนาดเล็กของรัฐที่พร้อมที่จะดำเนินการได้จะยังเป็นปัจจัยผลักดันธุรกิจก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรก สำหรับโครงการใหม่ที่เป็นโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น กว่าที่จะเริ่มต้นได้อย่างเร็วน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งในส่วนของระบบขนส่งมวลชนรูปแบบราง คาดว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ น่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ก่อน ขณะที่โครงการอื่นๆ

ทั้งนี้ปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองยังปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อธุรกิจการก่อสร้างที่ยังต้องพึ่งพิงการลงทุนก่อสร้างจากภาครัฐเป็นสำคัญ รวมทั้งความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ที่ควรติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.อุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2553 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีขึ้น โดยการลงทุนด้านการก่อสร้าง ณ ราคาคงที่ ในปี 2553 จะมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ เท่าใด
ข้อ 2.การก่อสร้างภาคเอกชนในกลุ่มที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมมีแนวโน้มขยายตัวได้จากประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงมาตรการและกฎหมายบางด้าน ได้แก่ ด้านใดบ้าง
ข้อ 3.ปัจจัยใดเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อธุรกิจการก่อสร้าง

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

บีโอไอ เผยปี 52 คนแห่ยื่นขอลงทุนทะลุ 7.2 แสนล้าน

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675

เรื่อง บีโอไอ เผยปี 52 คนแห่ยื่นขอลงทุนทะลุ 7.2 แสนล้าน

“บีโอไอ” โชว์ตัวเลขการยื่นขอรับส่งเสริมฯปี52 มูลค่าทะลุ 7.2 แสนล้านบาท สูงสุดรอบกว่า 40 ปี ระบุปัญหามาบตาพุด และเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ไม่ส่งผลกระทบ
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอรวม 1,573 โครงการ รวมมูลค่า 723,400 ล้านบาท ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย เพราะถือว่ามูลค่าการลงทุนสูงสุดในรอบกว่า40ปี ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีปัจจัยที่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงการแก้ไขปัญหามาบตาพุด และวิกฤติเศรษฐกิจโลกทรุดตัวก็ตาม
โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ค่อนข้างมาก เนื่องจากปี 2551-2552 เป็นปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนจึงมีการให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ 6 กลุ่มกิจการ ดังนั้นเมื่อจะสิ้นสุดในปลายปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเร่งยื่นขอรับการส่งเสริมไว้ล่วงหน้า เพื่อขอใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวในช่วงปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานทดแทน จึงทำให้เงินลงทุนของโครงการที่ขอรับส่งเสริมในปี 2552 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตอนช่วงต้นปีที่ 400,000 ล้านบาท ถึง 323,400 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 80%
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดคือกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 709 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 430,800 ล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่ม
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะจำนวน 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท
ด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวเป็นของจริง แต่ยอมรับว่าเป็นเพียงการยื่นขอ แต่ยังไม่ได้เป็นการลงทุนจริงแต่อย่างใด โดยการขอยื่นลงทุนมากระจุกตัวช่วงเดือนสุดท้ายที่มีกว่าแสนล้านบาท เพราะมาตรการสิทธิประโยชน์ของปีแห่งการลงทุน จึงได้มอบให้บีโอไอไปทบทวนสิทธิประโยชน์ดังกล่าวว่าประเภทกิจการใดใน 6 กิจการควรจะต่ออายุหรือไม่
อย่างไรหรืออาจจะเพิ่มประเภทกิจการใหม่หรือไม่ รวมถึงการปรับเป้าหมายการลงทุนปีนี้ ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ใน เดือน ม.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหามาบตาพุด ที่ยังไม่ได้ข้อยุติให้กับนักลงทุนทำให้ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตโซล่าเซลล์หรือ เซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศแคนาดา ประกาศตัดสินใจเข้าไปลงทุนในประเทศมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่า 10,000 ล้านบาท จากเดิมที่เคยพิจารณาเข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งกรณีของบริษัท แม็กซ์ฟิส จำกัด ของไต้หวัน ที่เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ ก็ประกาศไม่เข้ามาลงทุนในไทยแล้วจากเดิมที่จะลงทุนในเบื้องต้น 6,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 บริษัทให้เหตุผลว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ โดยเฉพาะกรณีมาบตาพุด
สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่ยื่นขอรับส่งเสริมในสัปดาห์สุดท้ายของปีที่ผ่านมามีอาทิ กิจการผลิต ฮาร์ดดิสไดร์ มูลค่า รวม 27,700 ล้านบาท กิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 6,300 ล้านบาท กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 5 โครงการ รวมมูลค่า 20,000 ล้านบาท กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ รวมมูลค่า 13,600 ล้านบาท และการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 1 โครงการ 5,100 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน 1,500 ล้านบาท การผลิตเอทานอล 2 โครงการมูลค่า 5,800 ล้านบาท เป็นต้น
คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ 1. บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับ
บีโอไอรวมกี่โครงการ และมูลค่ารวมเท่าใด

ข้อ 2. อุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด 4 อันดับแรก มีอะไรบ้าง

ข้อ 3. บริษัทผู้ผลิตโซล่าเซลล์ หรือเซลล์แสงอาทิตย์จากประเทศแคนาดา ไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

เพราะเหตุใด

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศูนย์วิจัยหวั่นวิกฤติไทย-กัมพูชาทำเสียโอกาสการค้า

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช นามสกุล วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702
เรื่อง ศูนย์วิจัยหวั่นวิกฤติไทย-กัมพูชาทำเสียโอกาสการค้า
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน เนื่องจากไทยและกัมพูชาไม่ได้ออกมาตรการปิดด่านการค้าชายแดนระหว่างกัน โดยคาดว่าหากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายลงได้ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การปิดด่านการค้าชายแดนระหว่างกัน คาดว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีมูลค่าราว 70 พันล้านบาทในปี 2551 โดยไทยที่เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชามาโดยตลอด น่าจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าของไทยไปกัมพูชาที่ต้องชะลอลง โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการปิดด่านชายแดนระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งระหว่างกันยืดเยื้อออกไปจนทำให้ทางการไทยและกัมพูชาดำเนินมาตรการรุนแรงอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านชายแดนที่มีระยะเวลายาวนานออกไป อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นต่อการส่งออกของไทยไปกัมพูชาและเป็นปัจจัยลบต่อโอกาสการขยายตลาดส่งออกของไทยไปกัมพูชาในระยะต่อไป แม้ว่าในปัจจุบันกัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยค่อนข้างสูงเนื่องจากพรมแดนทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาที่ติดกับไทย ประกอบกับกัมพูชาผลิตสินค้าเองไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้กัมพูชาจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะสินค้านำเข้าประเภทอุปโภคบริโภคต่างๆ และสินค้าที่ใช้ในภาคก่อสร้างและการผลิต เช่น น้ำมันสำเร็จรูป และปูนซีเมนต์ แต่คู่แข่งทางการค้าของไทยอย่างเวียดนามและจีนที่เข้ามามีบทบาททางการค้ากับกัมพูชามากขึ้น อาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกัมพูชาก็เป็นได้

โดยเฉพาะเวียดนามที่มีพรมแดนทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ติดกับกัมพูชา และปัจจุบันกัมพูชานำเข้าสินค้าจากเวียดนามมีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากไทย ส่วนจีน แม้จะไม่มีพรมแดนติดต่อกับกัมพูชา แต่ก็มีส่วนแบ่งในตลาดกัมพูชาสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากไทยและเวียดนาม ตามลำดับ และสินค้าส่งออกของจีนมีโอกาสขยายการส่งออกไปกัมพูชาได้มากขึ้น

เนื่องจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีนและบทบาทของจีนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเส้นทางโลจีสติกส์และเส้นทางคมนาคมขนส่งในภูมิภาค อินโดจีนและอาเซียน ทำให้การส่งออกของจีนไปกัมพูชามีความสะดวกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า สินค้าส่งออกของไทยที่ในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในกัมพูชาอาจต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและจีนที่อาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในกัมพูชาในระยะต่อไป หากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจส่งผลให้ต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมโดยปิดด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ เนื่องจากกัมพูชามีการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยค่อนข้างสูง หากเกิดกรณีปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อาจทำให้ผู้บริโภคในกัมพูชาหรือผู้นำเข้าสินค้าในกัมพูชาที่เคยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยผ่านทางชายแดนที่อยู่ติดกัน อย่างสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าที่ใช้ในภาคการผลิต จำเป็นต้องหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นแทน ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่าสินค้าจากไทย เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นตามระยะทางการขนส่งจากประเทศอื่นที่ไกลกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของประชาชนชาวกัมพูชาปรับสูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจในกัมพูชาอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางที่สูงขึ้นด้วย
ที่มา:
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน เนื่องจาก สาเหตุใด
ข้อ 2.หากความขัดแย้งระหว่างกันยืดเยื้อออกไปจนทำให้ทางการไทยและกัมพูชาดำเนินมาตรการรุนแรงอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านชายแดนที่มีระยะเวลายาวนานออกไป อาจส่งผลกระทบทางด้านลบต่อประเทศไทยในด้านใด
ข้อ 3.คู่แข่งทางการค้าของไทยที่เข้ามามีบทบาททางการค้ากับกัมพูชามากขึ้น และอาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกัมพูชาในอนาคต คือประเทศอะไร

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Top 10 สินค้ามาแรง เจาะกำลังซื้อใหม่ หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675
เรื่อง Top 10 สินค้ามาแรง เจาะกำลังซื้อใหม่ หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เอ็กซิมแบงก์ เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรง หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค กำลังซื้อที่หดตัวลง และไลฟ์สไตล์ครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อการใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน รวมถึงเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งต่อจากนี้ไป ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยราคาเพียงอย่างเดียว แนะส่งออกศึกษารูปแบบตลาดส่งออกให้ชัดเจน ก่อนเปิดเกมลุย
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ภายหลังเศรษฐกิจโลกที่หดตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อบ้านหลังที่สองและสินค้าแฟชั่นลดลง รวมทั้งนิยมหาความสุขความบันเทิง อาทิ รับประทานอาหาร ดูหนังฟังเพลง และออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้นแทนการไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ในการใช้จ่ายทั้งในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูและช่วงซบเซาอย่างหนักมาแล้ว และหากเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวขึ้นรอบใหม่ ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากปัจจัยด้านราคามาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ
สำหรับแนวโน้มหรือเทรนด์สินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม และมาแรงในตลาดการค้าโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีดังนี้
1. สินค้าอเนกประสงค์ (All-in-One) ผู้บริโภคมีแนวโน้มคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของสินค้าที่ต้องมี
คุณสมบัติในการทำงานได้หลากหลายในสินค้าเดียว เช่น โทรศัพท์มือถือที่ไม่เป็นเพียงเครื่องมือติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา กล้องถ่ายรูปและเครื่องเสียงไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ แม้คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้สินค้ามีราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไป แต่ด้วยประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายจะช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าของเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับความครบครันและความสะดวกสบายที่จะได้รับ
2. สินค้าที่มุ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถประกอบได้เอง
(Do It Yourself : DIY) ซึ่งนอกจากเป็นสินค้าจำพวกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ภายในบ้านแล้ว ยังรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องประดับประกอบเองได้ เพราะผู้บริโภคแต่ละคนสามารถออกแบบหรือเลือกวัสดุที่นำมาประกอบ รวมถึงสามารถตกแต่งสีสันของผลิตภัณฑ์ได้ตามใจชอบ ทำให้มีรูปแบบไม่ซ้ำใคร นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเป็นการเปลี่ยนปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจากราคามาเป็นความพึงพอใจเฉพาะของแต่ละบุคคล
3. สินค้าย้อนอดีตที่ผสมผสานความทันสมัย (Retro Nova) ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไฮเทคของเทคโนโลยีท่ามกลางกระแสที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับความคลาสสิกของอดีต ทำให้เกิดการผลิตสินค้าในลักษณะ Retro Nova ขึ้น สินค้าดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องการนำเทคโนโลยีทันสมัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้สอยควบคู่ไปกับการสร้างความสุขทางด้านจิตใจผ่านการย้อนมองภาพในอดีต เช่น นาฬิกาที่มีรูปลักษณ์ย้อนยุคแต่กลไกเป็นไมโครชิพที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องเสียงที่เลียนแบบวิทยุโบราณแต่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครันเป็นต้น
4. สินค้าที่ทำด้วยมือ (Handmade) คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันทำให้สินค้าที่ผลิตได้แทบไม่มีความแตกต่างกัน (Homogeneous) ขณะที่สินค้า Handmade
สามารถสร้างจุดขายจากความแตกต่างและการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้มากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละจำนวนมาก
5. สินค้าที่เน้นการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ (Design & Packaging) แม้ผู้บริโภคคำนึงถึงคุณค่าและประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งแรกที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อสินค้าคือรูปลักษณ์ภายนอกและบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคลดความสนใจในปัจจัยด้านราคาและคุณภาพลงแต่หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของตนเองมากขึ้น
6. สินค้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Fair Trade) ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน แนวคิดนี้เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นหลังจากองค์กร Fairtrade Labelling Organizations International (FLO) ได้นำฉลาก Fair Trade มาใช้อย่างแพร่หลายเมื่อปี 2545 เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นซื้อจากเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่มีการกดขี่แรงงาน ไม่ใช้แรงงานเด็กและสนับสนุนให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น ปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fair Trade ทั่วโลกแล้วกว่า 4,500 รายการในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร อาทิ กาแฟ โกโก้ กล้วย น้ำตาล ฝ้าย น้ำผึ้งและดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้คาดว่าผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจะนำประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ(Corporate Social Responsibility : CSR) มาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น จากปัจจุบันที่พบว่าชาวยุโรปราว 1 ใน 5 ยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม
7. สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ผู้บริโภคจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในกระบวนการผลิต ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสามารถย่อยสลายหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 14000, Carbon Footprint, Eco-labeling and Packaging ของผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปด้วย
8. สินค้าพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) วิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบและชั่วโมงทำงานที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว มีความหลากหลายและอร่อย ทำให้ตลาดอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมรับประทานได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวโน้มนี้จะขยายไปยังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นเป็นลำดับ
9. สินค้าเพื่อสุขภาพ (Organic & Functional Food) ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดที่รุนแรงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Food) ที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีรวมทั้งตลาดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงร่างกาย (Functional Food) เช่น สารอาหารต่างๆ สารที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด บำรุงสมองหรือช่วยในการนอนหลับได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
10. สินค้าที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) สวัสดิภาพสัตว์เป็นประเด็นที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปที่เชื่อว่าการดูแลให้สัตว์มีสวัสดิภาพที่ดีจะส่งผลให้สินค้าอาหารที่ผลิตได้มีคุณภาพดีตามไปด้วย ทั้งนี้ สินค้าอาหารที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์จะต้องผ่านมาตรฐานกรรมวิธีการผลิตขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ต้องไม่แออัด การขนส่งและการฆ่าที่ต้องไม่ให้สัตว์ทรมานและไม่ให้สัตว์เกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะบางรายการผสมในอาหารสัตว์เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลจากความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปและวัฏจักรเศรษฐกิจ พบว่าผู้บริโภคมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวในการเลือกซื้อสินค้า โดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบนอกเหนือจากปัจจัยด้านราคา ประเด็นนี้อาจมองได้ว่าเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในสินค้าที่ตนเองส่งออกอย่างใกล้ชิดรวมทั้งวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด
ที่มา :
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.ใครเป็นคนเผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ข้อ 2.แนวโน้มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม และมาแรงในตลาดการค้าโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีสินค้า 10 ชนิด อะไรบ้าง
ข้อ 3.สินค้าที่ได้รับการรับรอง Fair Trade ทั่วโลกแล้วกว่า 4,500 รายการในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอะไร

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มกอช. จัดทำมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้ง เพื่อยกระดับ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค หลัง ข้าวโพดราคาถูก จากประเทศเพื่อนบ้านอาจทะลักเข้ามาตีตลาด ...

นายมนตรี กฤษณีไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้จัดทำมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้ง เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของข้าวโพดเมล็ดแห้งที่เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารและอาหารสัตว์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเป็นแนวทางตรวจสอบคุณภาพข้าวโพดเมล็ดแห้งนำเข้า เบื้องต้นได้กำหนดคุณภาพทั่วไปของฝักและเมล็ดข้าวโพดเมื่อกะเทาะเป็นเมล็ดแล้ว เมล็ดต้องไม่มีกลิ่นหรือสีผิดปกติ ไม่พบแมลงศัตรูพืชที่มีชีวิต มีความชื้นสูงสุดไม่เกิน 14.5% และมีเมล็ดสีอื่นไม่เกิน 5% พร้อมทั้งกำหนดรายละเอียดของข้อบกพร่องหรือตำหนิในฝัก และเมล็ดข้าวโพด รวมถึงสิ่งแปลกปลอม ที่สำคัญได้กำหนดปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดข้าวโพดชั้นคุณภาพแตกต่างกัน การกำหนดสุขลักษณะด้านการเก็บรักษา การขนส่งสินค้า รวมทั้งวิธีวิเคราะห์และการชักตัวอย่างเพื่อสุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้า

"ข้าวโพดเมล็ดแห้งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ ซึ่งแต่ละปีมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีอันตรายต่อคนและสัตว์ และในวันที่ 1 ม.ค.53 นี้ ยังเป็นสินค้าที่เปิดตลาดนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา โดยต้องลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ปลูกข้าวโพดของไทย เนื่องจากข้าวโพดราคาถูกจาก เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา อาจทะลักเข้ามาตีตลาดภายในประเทศ และกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกร ซึ่งในฤดูเพาะปลูกปี 2552/53 นี้ จึงต้องมีมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้งเข้ามาช่วยควบคุม".

ไทยรัฐออนไลน์

คำถาม
ข้อ 1เมล็ดข้าวโพดแห้งเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอะไร
ข้อ 2คุณภาพทั่วไปของฝักและเมล็ดข้าวโพดเมื่อกะเทาะเป็นเมล็ดแล้ว เป็นอย่างไร
ข้อ 3ข้าวโพดราคาถูกจาก ประเทศใดเข้ามาตีตลาดในไทย