วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศูนย์วิจัยหวั่นวิกฤติไทย-กัมพูชาทำเสียโอกาสการค้า

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช นามสกุล วังกานนท์ เลขทะเบียน 4902100702
เรื่อง ศูนย์วิจัยหวั่นวิกฤติไทย-กัมพูชาทำเสียโอกาสการค้า
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน เนื่องจากไทยและกัมพูชาไม่ได้ออกมาตรการปิดด่านการค้าชายแดนระหว่างกัน โดยคาดว่าหากความขัดแย้งสามารถคลี่คลายลงได้ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การปิดด่านการค้าชายแดนระหว่างกัน คาดว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีมูลค่าราว 70 พันล้านบาทในปี 2551 โดยไทยที่เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชามาโดยตลอด น่าจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าของไทยไปกัมพูชาที่ต้องชะลอลง โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการปิดด่านชายแดนระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งระหว่างกันยืดเยื้อออกไปจนทำให้ทางการไทยและกัมพูชาดำเนินมาตรการรุนแรงอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านชายแดนที่มีระยะเวลายาวนานออกไป อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นต่อการส่งออกของไทยไปกัมพูชาและเป็นปัจจัยลบต่อโอกาสการขยายตลาดส่งออกของไทยไปกัมพูชาในระยะต่อไป แม้ว่าในปัจจุบันกัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยค่อนข้างสูงเนื่องจากพรมแดนทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาที่ติดกับไทย ประกอบกับกัมพูชาผลิตสินค้าเองไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้กัมพูชาจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะสินค้านำเข้าประเภทอุปโภคบริโภคต่างๆ และสินค้าที่ใช้ในภาคก่อสร้างและการผลิต เช่น น้ำมันสำเร็จรูป และปูนซีเมนต์ แต่คู่แข่งทางการค้าของไทยอย่างเวียดนามและจีนที่เข้ามามีบทบาททางการค้ากับกัมพูชามากขึ้น อาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกัมพูชาก็เป็นได้

โดยเฉพาะเวียดนามที่มีพรมแดนทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ติดกับกัมพูชา และปัจจุบันกัมพูชานำเข้าสินค้าจากเวียดนามมีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากไทย ส่วนจีน แม้จะไม่มีพรมแดนติดต่อกับกัมพูชา แต่ก็มีส่วนแบ่งในตลาดกัมพูชาสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากไทยและเวียดนาม ตามลำดับ และสินค้าส่งออกของจีนมีโอกาสขยายการส่งออกไปกัมพูชาได้มากขึ้น

เนื่องจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของจีนและบทบาทของจีนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเส้นทางโลจีสติกส์และเส้นทางคมนาคมขนส่งในภูมิภาค อินโดจีนและอาเซียน ทำให้การส่งออกของจีนไปกัมพูชามีความสะดวกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า สินค้าส่งออกของไทยที่ในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในกัมพูชาอาจต้องเผชิญปัจจัยท้าทายจากคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและจีนที่อาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในกัมพูชาในระยะต่อไป หากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจส่งผลให้ต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมโดยปิดด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ เนื่องจากกัมพูชามีการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยค่อนข้างสูง หากเกิดกรณีปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อาจทำให้ผู้บริโภคในกัมพูชาหรือผู้นำเข้าสินค้าในกัมพูชาที่เคยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยผ่านทางชายแดนที่อยู่ติดกัน อย่างสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าที่ใช้ในภาคการผลิต จำเป็นต้องหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นแทน ซึ่งอาจมีราคาสูงกว่าสินค้าจากไทย เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นตามระยะทางการขนส่งจากประเทศอื่นที่ไกลกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของประชาชนชาวกัมพูชาปรับสูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจในกัมพูชาอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางที่สูงขึ้นด้วย
ที่มา:
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน เนื่องจาก สาเหตุใด
ข้อ 2.หากความขัดแย้งระหว่างกันยืดเยื้อออกไปจนทำให้ทางการไทยและกัมพูชาดำเนินมาตรการรุนแรงอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านชายแดนที่มีระยะเวลายาวนานออกไป อาจส่งผลกระทบทางด้านลบต่อประเทศไทยในด้านใด
ข้อ 3.คู่แข่งทางการค้าของไทยที่เข้ามามีบทบาททางการค้ากับกัมพูชามากขึ้น และอาจเข้ามาแทนที่ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกัมพูชาในอนาคต คือประเทศอะไร

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Top 10 สินค้ามาแรง เจาะกำลังซื้อใหม่ หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675
เรื่อง Top 10 สินค้ามาแรง เจาะกำลังซื้อใหม่ หลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เอ็กซิมแบงก์ เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรง หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค กำลังซื้อที่หดตัวลง และไลฟ์สไตล์ครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อการใช้สินค้าในชีวิตประจำวัน รวมถึงเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งต่อจากนี้ไป ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยราคาเพียงอย่างเดียว แนะส่งออกศึกษารูปแบบตลาดส่งออกให้ชัดเจน ก่อนเปิดเกมลุย
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ภายหลังเศรษฐกิจโลกที่หดตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อบ้านหลังที่สองและสินค้าแฟชั่นลดลง รวมทั้งนิยมหาความสุขความบันเทิง อาทิ รับประทานอาหาร ดูหนังฟังเพลง และออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้นแทนการไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ในการใช้จ่ายทั้งในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูและช่วงซบเซาอย่างหนักมาแล้ว และหากเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวขึ้นรอบใหม่ ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากปัจจัยด้านราคามาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ
สำหรับแนวโน้มหรือเทรนด์สินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม และมาแรงในตลาดการค้าโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีดังนี้
1. สินค้าอเนกประสงค์ (All-in-One) ผู้บริโภคมีแนวโน้มคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของสินค้าที่ต้องมี
คุณสมบัติในการทำงานได้หลากหลายในสินค้าเดียว เช่น โทรศัพท์มือถือที่ไม่เป็นเพียงเครื่องมือติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา กล้องถ่ายรูปและเครื่องเสียงไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ แม้คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้สินค้ามีราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไป แต่ด้วยประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายจะช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าของเงินที่เสียไปเพื่อแลกกับความครบครันและความสะดวกสบายที่จะได้รับ
2. สินค้าที่มุ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนบุคคล โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถประกอบได้เอง
(Do It Yourself : DIY) ซึ่งนอกจากเป็นสินค้าจำพวกเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ภายในบ้านแล้ว ยังรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องประดับประกอบเองได้ เพราะผู้บริโภคแต่ละคนสามารถออกแบบหรือเลือกวัสดุที่นำมาประกอบ รวมถึงสามารถตกแต่งสีสันของผลิตภัณฑ์ได้ตามใจชอบ ทำให้มีรูปแบบไม่ซ้ำใคร นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเป็นการเปลี่ยนปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจากราคามาเป็นความพึงพอใจเฉพาะของแต่ละบุคคล
3. สินค้าย้อนอดีตที่ผสมผสานความทันสมัย (Retro Nova) ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไฮเทคของเทคโนโลยีท่ามกลางกระแสที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับความคลาสสิกของอดีต ทำให้เกิดการผลิตสินค้าในลักษณะ Retro Nova ขึ้น สินค้าดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องการนำเทคโนโลยีทันสมัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้สอยควบคู่ไปกับการสร้างความสุขทางด้านจิตใจผ่านการย้อนมองภาพในอดีต เช่น นาฬิกาที่มีรูปลักษณ์ย้อนยุคแต่กลไกเป็นไมโครชิพที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องเสียงที่เลียนแบบวิทยุโบราณแต่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครันเป็นต้น
4. สินค้าที่ทำด้วยมือ (Handmade) คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันทำให้สินค้าที่ผลิตได้แทบไม่มีความแตกต่างกัน (Homogeneous) ขณะที่สินค้า Handmade
สามารถสร้างจุดขายจากความแตกต่างและการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้มากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละจำนวนมาก
5. สินค้าที่เน้นการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ (Design & Packaging) แม้ผู้บริโภคคำนึงถึงคุณค่าและประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งแรกที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อสินค้าคือรูปลักษณ์ภายนอกและบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้บริโภคลดความสนใจในปัจจัยด้านราคาและคุณภาพลงแต่หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของตนเองมากขึ้น
6. สินค้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรม (Fair Trade) ในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน แนวคิดนี้เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้นหลังจากองค์กร Fairtrade Labelling Organizations International (FLO) ได้นำฉลาก Fair Trade มาใช้อย่างแพร่หลายเมื่อปี 2545 เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นซื้อจากเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่มีการกดขี่แรงงาน ไม่ใช้แรงงานเด็กและสนับสนุนให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น ปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fair Trade ทั่วโลกแล้วกว่า 4,500 รายการในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร อาทิ กาแฟ โกโก้ กล้วย น้ำตาล ฝ้าย น้ำผึ้งและดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้คาดว่าผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วจะนำประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ(Corporate Social Responsibility : CSR) มาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น จากปัจจุบันที่พบว่าชาวยุโรปราว 1 ใน 5 ยินดีจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม
7. สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ผู้บริโภคจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นในการเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในกระบวนการผลิต ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสามารถย่อยสลายหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ISO 14000, Carbon Footprint, Eco-labeling and Packaging ของผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปด้วย
8. สินค้าพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) วิถีการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบและชั่วโมงทำงานที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว มีความหลากหลายและอร่อย ทำให้ตลาดอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุงและอาหารพร้อมรับประทานได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวโน้มนี้จะขยายไปยังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นเป็นลำดับ
9. สินค้าเพื่อสุขภาพ (Organic & Functional Food) ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดที่รุนแรงขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Food) ที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีรวมทั้งตลาดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงร่างกาย (Functional Food) เช่น สารอาหารต่างๆ สารที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด บำรุงสมองหรือช่วยในการนอนหลับได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
10. สินค้าที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) สวัสดิภาพสัตว์เป็นประเด็นที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปที่เชื่อว่าการดูแลให้สัตว์มีสวัสดิภาพที่ดีจะส่งผลให้สินค้าอาหารที่ผลิตได้มีคุณภาพดีตามไปด้วย ทั้งนี้ สินค้าอาหารที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์จะต้องผ่านมาตรฐานกรรมวิธีการผลิตขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ต้องไม่แออัด การขนส่งและการฆ่าที่ต้องไม่ให้สัตว์ทรมานและไม่ให้สัตว์เกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะบางรายการผสมในอาหารสัตว์เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลจากความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามพฤติกรรมการบริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปและวัฏจักรเศรษฐกิจ พบว่าผู้บริโภคมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวในการเลือกซื้อสินค้า โดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบนอกเหนือจากปัจจัยด้านราคา ประเด็นนี้อาจมองได้ว่าเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในสินค้าที่ตนเองส่งออกอย่างใกล้ชิดรวมทั้งวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด
ที่มา :
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1.ใครเป็นคนเผยรายงาน Top 10 สินค้ามาแรงหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ข้อ 2.แนวโน้มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยม และมาแรงในตลาดการค้าโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีสินค้า 10 ชนิด อะไรบ้าง
ข้อ 3.สินค้าที่ได้รับการรับรอง Fair Trade ทั่วโลกแล้วกว่า 4,500 รายการในหลายกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอะไร

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มกอช. จัดทำมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้ง เพื่อยกระดับ และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค หลัง ข้าวโพดราคาถูก จากประเทศเพื่อนบ้านอาจทะลักเข้ามาตีตลาด ...

นายมนตรี กฤษณีไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้จัดทำมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้ง เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของข้าวโพดเมล็ดแห้งที่เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารและอาหารสัตว์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเป็นแนวทางตรวจสอบคุณภาพข้าวโพดเมล็ดแห้งนำเข้า เบื้องต้นได้กำหนดคุณภาพทั่วไปของฝักและเมล็ดข้าวโพดเมื่อกะเทาะเป็นเมล็ดแล้ว เมล็ดต้องไม่มีกลิ่นหรือสีผิดปกติ ไม่พบแมลงศัตรูพืชที่มีชีวิต มีความชื้นสูงสุดไม่เกิน 14.5% และมีเมล็ดสีอื่นไม่เกิน 5% พร้อมทั้งกำหนดรายละเอียดของข้อบกพร่องหรือตำหนิในฝัก และเมล็ดข้าวโพด รวมถึงสิ่งแปลกปลอม ที่สำคัญได้กำหนดปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดข้าวโพดชั้นคุณภาพแตกต่างกัน การกำหนดสุขลักษณะด้านการเก็บรักษา การขนส่งสินค้า รวมทั้งวิธีวิเคราะห์และการชักตัวอย่างเพื่อสุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้า

"ข้าวโพดเมล็ดแห้งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ ซึ่งแต่ละปีมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีอันตรายต่อคนและสัตว์ และในวันที่ 1 ม.ค.53 นี้ ยังเป็นสินค้าที่เปิดตลาดนำเข้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา โดยต้องลดอัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ปลูกข้าวโพดของไทย เนื่องจากข้าวโพดราคาถูกจาก เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา อาจทะลักเข้ามาตีตลาดภายในประเทศ และกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกร ซึ่งในฤดูเพาะปลูกปี 2552/53 นี้ จึงต้องมีมาตรฐานข้าวโพดเมล็ดแห้งเข้ามาช่วยควบคุม".

ไทยรัฐออนไลน์

คำถาม
ข้อ 1เมล็ดข้าวโพดแห้งเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอะไร
ข้อ 2คุณภาพทั่วไปของฝักและเมล็ดข้าวโพดเมื่อกะเทาะเป็นเมล็ดแล้ว เป็นอย่างไร
ข้อ 3ข้าวโพดราคาถูกจาก ประเทศใดเข้ามาตีตลาดในไทย

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตลาดหนังสือปี 2552 ขยายตัวลดลง

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.กิตตินุช วังกานนท์ เลขทะเบียน4902100702

เรื่อง ตลาดหนังสือปี 2552 ขยายตัวลดลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ตลาดหนังสือปี 2552 ขยายตัวชะลอลง แนะสำนักพิมพ์ต้องเร่งปรับตัว

คุณภาพ ของประชากรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ธุรกิจสำนักพิมพ์และหนังสือจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ประชาชนเกิด การเรียนรู้ ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยให้เวลากับการอ่านหนังสือค่อนข้างน้อย อาจเนื่องจากใช้เวลาส่วนมากหมดไปกับสื่อบันเทิง ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ แผ่น VCD/DVD ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้การค้นคว้าหาความรู้สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วโดยใช้สื่ออินเทอร์เน็ต


อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานงานพิมพ์ของไทยที่มีการพัฒนามาโดยตลอด เพื่อก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ในภูมิภาคอาเซียน (Asian Printing Hub) นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดหนังสือของไทยยังขยายตัวได้ ส่งผลถึงธุรกิจสำนักพิมพ์ในประเทศมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในด้านปริมาณและประเภทสิ่งพิมพ์ โดยในปี 2551 จำนวนหนังสือใหม่ที่เข้าสู่ร้านหนังสือเฉลี่ยประมาณ 1,112 ชื่อเรื่องต่อเดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4 จากปีก่อนหน้า ส่วนสำนักพิมพ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 อยู่ที่ 512 สำนักพิมพ์ [1] และจำนวนร้านหนังสือเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 อยู่ที่ 2,483 ร้าน


โดยคาดว่าในปี 2552 ตลาดหนังสือในประเทศยังคงขยายตัวได้ แต่ด้วยอัตราที่ชะลอลง และมีแนวโน้มที่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การวางสินค้าของร้านหนังสือ และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนตลาดต่างประเทศ การ ยกระดับในงานพิมพ์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับจากต่างชาติส่งผลให้มูลค่าการส่ง ออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยังมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากประเทศในแถบเอเชีย คาดว่าปี 2552 มูลค่าการส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทยจะขยายตัวร้อยละ 1-2 จากปีที่แล้ว โดยตลาดส่งออกสำคัญ คือ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย


ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง สำนักพิมพ์ควรเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างช่องทางการตลาด โดยเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ เลือกเรื่องที่มีเนื้อหาสาระน่าสนใจ ทันตามกระแสสังคมและทันต่อเหตุการณ์ในขณะนั้น สอดคล้องกับช่วงงาน/เทศกาลต่างๆของปี ซึ่งหนังสือนิยาย/วรรณกรรมและการ์ตูนยังคงเหมาะสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่วน ธรรมะประยุกต์ แนวสร้างสรรค์พัฒนาตนเอง และกระแสเหตุการณ์ปัจจุบัน ยังคงอยู่ในความสนใจของกลุ่มคนวัยทำงาน


อีกทั้ง ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ออกแบบรูปเล่ม/หน้าปกให้มีรูปลักษณ์สวยงาม สะดุดตา ใช้กระดาษที่มีคุณภาพ อาทิ เช่น กระดาษถนอมสายตาซึ่งเป็นแนวใหม่ที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่นักอ่าน รวมถึงการประสานสื่อสมัยใหม่เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกแก่ผู้อ่าน และที่สำคัญควรมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป สอดคล้องกับกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายและต้นทุนการผลิตที่แท้จริง การขยายช่องทางการตลาด วางแผนการโฆษณา/ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง การจัดโปรโมชั่น/ส่วนลดสมาชิก เพื่อจูงใจให้ผู้อ่าน/สมาชิกซื้อหนังสือบ่อยขึ้น หรือให้สิทธิในการจองซื้อหนังสือก่อนลูกค้าปกติ เป็นต้น รวมถึงการเลือกทำเลที่ตั้งร้านหนังสือก็ เป็นส่วนสำคัญ โดยควรเลือกจุดตั้งร้านที่เป็นแหล่งชุมชนตรงตามกลุ่มเป้าหมาย เดินทางสะดวก มีที่จอดรถรองรับ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพของคู่แข่งในกรณีที่มีร้านหนังสืออื่นในพื้นที่ เดียวกัน เป็นต้น


สำหรับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีร้านหนังสือเป็นของตนเองควรปรับเปลี่ยนรูปแบบของร้านหนังสือให้ดูทันสมัย เพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้าทุกวัย รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อนำฐานข้อมูลมาใช้วางแผน การตลาดของร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ต่อไป ส่วนสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ ไม่มีโรงพิมพ์และร้านหนังสือเป็นของตน ก็ควรหาช่องทางการผลิตที่มีคุณภาพและต้นทุนไม่สูงนัก อีกทั้งแสวงหาช่องทางการตลาดที่สามารถกระจายหนังสือได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับแนวหนังสือของสำนักพิมพ์ และอาจอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น การขายตรงผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพราะ จากภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ธุรกิจสำนักพิมพ์มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จึงได้เปรียบสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก เนื่องจากมีเครือข่ายการผลิตครบวงจร เทคโนโลยีที่ทันสมัย และเงินทุนที่เข้มแข็งกว่า


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090718/61016/กสิกรไทยคาดตลาดหนังสือปี-52-ขยายตัวลดลง.html


คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ 1. ปี 2552คาดว่ามูลค่าการส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทยจะขยายตัวร้อยละเท่าใดจากปีที่แล้ว

ข้อ 2. ตลาดที่สำคัญในการส่งออกหนังสือและสิ่งพิมพ์ของไทย คือ ตลาดในภูมิภาคใด

ข้อ 3. ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง สำนักพิมพ์ควรเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างช่องทางการตลาด ในการจำหน่ายอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับสภพทางเศรษฐกิจ

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675


เรื่อง การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง


ปัจจุบันนี้เรามีทางเลือกในการลงทุนมากมาย เยอะจนกระทั่งบางครั้งเราก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าอะไรควรลงทุน อะไรไม่ควร แล้วเราจะทำอย่างไรดี ?การลงทุนมีทั้งแบบที่ดีและไม่ดี แบบที่ไม่ดีและควรหลีกเลี่ยงมีอยู่หลายแบบด้วยกัน ถ้าเราสามารถเข้าใจและหลีกเลี่ยงการลงทุนประเภทนี้ได้ เงินของเราคงจะปลอดภัยไม่น้อยทีเดียว ส่วนการลงทุนแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยงนั้น ขอแยกออกเป็นสามประเภทกว้างๆดังนี้ 1. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากเกินจริง ซึ่งมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด นั่นคือเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการและเสี่ยงที่อาจไม่ได้คืนแม้แต่เงินต้น การลงทุนแบบนี้มีได้สองรูปแบบคือ หนึ่งเป็นลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ(ซึ่งไม่ถือเป็นการลงทุนหรอกนะ) เป็นการหลอกลวงเงินซึ่งไม่สามารถทำให้ได้ผลตอบแทนอย่างที่ได้กล่าวอ้างไว้ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งถ้าเงินที่นำไปลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการแต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะสูญแม้กระทั่งเงินต้น อันที่จริงในต่างประเทศการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่น hedge fund หรือ Private Equity (รายละเอียดขออธิบายไว้ในภายหลัง) เป็นที่นิยมกันมาก แต่นั่นหมายความว่าจะต้องมีกฎระเบียบในการลงทุนที่ชัดเจน เชื่อถือได้ และที่สำคัญผู้ลงทุนก็จะต้องเข้าใจมากเพียงพอ หรือรับความเสี่ยงได้นั่นเอง ซึ่งโดยมากมักจะไม่เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆโดยปกติแล้วผลตอบแทนกับความเสี่ยงมักจะมาคู่กัน เสี่ยงน้อยก็ได้น้อย เสี่ยงมากก็อาจได้มาก เข้าใจได้ไม่ยาก ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมายเช่น ฝากแบงค์เสี่ยงน้อยได้ดอกเบี้ยก็ 1% ซื้อพันธบัตรเสี่ยงน้อยแต่ต้องถือยาวก็ได้ 3-4% หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ดีหน่อยก็ 4-6%

ถ้าเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็กหน่อยก็อาจจะ 6-9% ก็ว่ากันไป การลงทุนที่รับประกันผลตอบแทนที่เกิน 10% โดยมากให้เข้าใจก่อนเลยว่าเป็นการลงทุนที่อาจมีความเสี่ยงสูง เสี่ยงที่บริษัทอาจล้มละลาย หรือเสี่ยงที่มันเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อคิดในทางกลับกันยิ่งเราลงทุนได้ผลตอบแทนมาก คนที่นำเงินเราไปลงทุนก็มีภาระดอกเบี้ยสูงทำให้ได้ผลตอบแทนน้อย ธุรกิจที่ทำให้ได้ผลตอบแทนมากๆแต่ไม่ค่อยเสี่ยงและมานำเสนอกันทั่วไปให้กับนักลงทุนรายย่อยนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามันดีจริงทำไมถึงไม่กู้แบงค์ซึ่งดอกเบี้ยแบงค์แค่ 8% ทำไมต้องจ่ายให้นักลงทุนอย่างเราเกิน 10% หรือว่าแบงค์ไม่ปล่อยกู้ เพราะตัวธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่สูง ธุรกิจที่ดีจริงโดยมากมักจะสามารถหาช่องทางกู้ยืมเงินได้ไม่ยากเพราะโครงการมีแนวโน้มที่จะได้กำไรสูงอยู่แล้ว การนำเสนอให้นักลงทุนทั่วไปจึงมักจะมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่ในตัว2. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว หมายความว่าถ้าลงทุนบ่อยๆและนานๆเข้า เราจะเสียมากกว่าได้ ตัวอย่างมีให้เห็นมากและเป็นที่นิยมมากด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะกึ่งการพนันเช่น การซื้อหวย การพนันบางชนิด(ไม่ใช่ทุกชนิด) หรือแม้กระทั่งการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม การซื้อหวยและการพนันส่วนใหญ่นั้นให้ผลตอบแทนติดลบ พูดง่ายๆก็คือเล่นนานๆอาจหมดตัวได้ เหตุผลก็เพราะแต้มต่อของนักลงทุนเสียเปรียบนั่นเอง หวยหนึ่งใบถ้าซื้อในราคา 100 บาท เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยแค่ 40 บาทเท่านั้น การพนันก็เหมือนกัน slot machine, รูเล็ต และอีกหลายประเภทจะให้

ผลตอบแทนติดลบ แต่ก็มีการพนันบางอย่างที่อาจให้ผลตอบแทนเป็นบวกถ้าผู้เล่นเล่นเก่งพอเช่น Black jack หรือ Poker เป็นต้น แต่นั่นหมายความว่าคนเล่นต้องมีฝีมือมาก ไม่ใช่แค่ดวงเท่านั้นหลายคนมักเข้าใจผิดว่าสิ่งที่พูดๆมาก็มีคนทำเงินได้มากมาย แสดงว่าที่พูดไปผิดรึเปล่า คงต้องขอตอบว่า ที่เราพูดถึงนี้หมายถึงคนโดยส่วนใหญ่ และเล่นนานๆ ความโชคดีในบางครั้งในช่วงสั้นๆอาจจะทำให้บางคนได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่คงไม่ใช่ทุกคนและไม่ใช่ทุกครั้งการซื้อขายที่มีต้นทุนสูงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนติดลบ เช่นการซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไปทำให้กำไรที่ได้เมื่อหักค่าคอมมิชชั่นแล้วในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนติดลบ ยกตัวอย่างนักลงทุนคนหนึ่งมีนิสัยในการลงทุนระยะสั้นมาก คือซื้อขายหุ้นแบบจบในวัน ซื้อแล้วขายทิ้งก่อนที่ตลาดหุ้นจะปิด จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าเขาลงทุนทุกวันจะเกิดอะไรขึ้น? ผมคงตอบไม่ได้ว่าเขาจะได้กำไรเท่าไหร่ แต่ผมตอบได้แค่ว่าค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายจะเท่ากับ 125% ของเงินลงทุน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น การซื้อหุ้นจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 0.25% ขายอีก 0.25% รวมแล้วในหนึ่งวันจ่ายไป 0.50% (ยังไม่รวม VAT) ถ้าซื้อขายทุกวันครบปีจะซื้อขายทั้งสิ้น 250 วัน เท่ากับว่าต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 125% นั่นหมายความว่าถ้าปีนั้นซื้อขายหุ้นได้กำไรไม่ถึง 125% จะกลายเป็นขาดทุน !! แล้วจะมี

นักลงทุนคนไหนที่ได้กำไรเกิน 125% ทุกปี ? แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว3. การลงทุนในสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ อันที่จริงไม่เชิงให้หลีกเลี่ยงการลงทุนประเภทนี้ แต่ก่อนที่จะลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจพอสมควร การลงทุนแต่ละประเภทมีรายละเอียดและเทคนิคแตกต่างกัน คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างหนึ่งไม่ได้

หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนอื่นๆด้วย นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่หลายคนหลีกเลี่ยงการลงทุนหลายๆรูปแบบและโฟกัสกับการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ครั้งหนึ่งตอนที่ตลาดอสังหาที่อเมริกาบูม มหาเศรษฐีหุ้นอันดับสองของโลก วอร์เรน บัฟเฟต ได้ถูกถามว่า บัฟเฟตสนใจจะลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เหมือนนักลงทุนรายอื่นหรือไม่ บัฟเฟตตอบว่า เค้าคงไม่ลงทุนในธุรกิจอสังหาเนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากนั้นแล้วในเมื่อเค้ามีความเชี่ยวชาญในตลาดหุ้นอย่างมาก ทำไมต้องลงทุนประเภทอื่นๆด้วย แต่สำหรับตัวผมแล้วการจำกัดการลงทุนให้แคบมากๆทำให้บางครั้งเราอาจจะเสียโอกาสที่จะผ่านเข้ามา นอกจากนั้นการโฟกัสมากเกินไป ทำให้เราไม่ได้มุมมองในภาพกว้างๆและทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของระบบเศรษฐกิจและการลงทุนได้อย่างถูกต้องตัวอย่างหนึ่งของการลงทุนที่นักลงทุนมักเข้าใจผิดก็คือ การซื้อขายหุ้นด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินนักลงทุนที่ซื้อหุ้นเก็งกำไรแต่เมื่อขาดทุนก็บอกว่าจะถือยาว หรือบางคนตั้งใจจะถือยาวแต่แรกแต่มาซื้อตอนที่ตลาดอยู่ในภาวะเก็งกำไรสูง การลงทุนดังกล่าวจะทำให้ได้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว และอีกครั้งหนึ่งที่ต้องขอบอกว่า ในระยะสั้นในบางครั้งนักลงทุนอาจจะได้กำไรแต่ในระยะยาวโอกาสที่จะขาดทุนจะมีอยุ่มาก หุ้นเก็งกำไรสูงหรือหุ้นปั่นเป็นการลงทุนที่เรียกว่า Zero sum game หมายความว่าในระยะยาวบริษัทจะมีมูลค่าเท่าเดิม เพราะพื้นฐานบริษัทไม่ได้ดีขึ้นนั่นเอง เช่น เดิมทีหุ้นราคา 1 บาท เมื่อมีข่าวลือจะถูกปั่นขึ้นไปถึง 4 บาท(สมมติ) แต่พอผ่านไปเป็นระยะเวลานานราคาหุ้นก็ค่อยๆตกลงมาเหลือ 1 บาทเท่าเดิมเพราะข่าวลือหรือแรงเก็งกำไรจางหายไป ซึ่งในกรณีนี้จะมีคนที่กำไร และก็จะมีคนที่ขาดทุน ในจำนวนรวมเท่าๆกัน เพราะมูลค่าหุ้นยังอยู่ที่ 1 บาทเท่าเดิม ซึ่งต่างจากบริษัทที่ดี ราคาหุ้นหรือมูลค่าหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆดังนั้นโดยรวมแล้ว นักลงทุนจะได้กำไรกลับมาที่หุ้นปั่นที่เราพูดถึง แล้วใครกำไรใครขาดทุน นักลงทุนทุกคนที่เข้ามาเก็งกำไรทุกคนเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำกำไรได่ โดยซื้อก่อนหรือซื้อตอนหุ้นกำลังขึ้นและขายก่อนที่หุ้นจะตก นี่คือแนวคิดที่ทุกคนคิด แต่ในความเป็นจริงก็คือ จำนวนหุ้นมีอยู่เท่าเดิม การที่ทุกคนคิดว่าจะขายก่อนหุ้นตกจึงเป็นไปไม่ได้ทุกคน ไม่เช่นนั้นแล้วใครจะมีหุ้นตอนหุ้นตกลงมาเหลือ 1 บาทจริงรึเปล่า แล้วใครล่ะที่กำไรในตลาดนี้ คนแรกสุดเดาได้ไม่ยาก มักจะเป็นคนที่ปั่นหุ้นนั้น เหตุผลก็เพราะนอกจากมีความเชี่ยวชาญในการซ้อขายหุ้นแล้ว ยังมีเงินลงทุนมากซึ่งสามารถควบคุมราคาหุ้นได้ อีกทั้งยังอาจจะรู้ข้อมูลอินไซด์ด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนปั่นหุ้นจะได้กำไร ถ้าไม่กำไรแล้วจะมาปั่นทำไมจริงมั้ยครับ อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถทำได้กำไรคือนักลงทุนที่มีฝืมือในการซื้อขาย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ซื้อหุ้นได้ในราคาไม่แพง และขายออกไปก่อนหุ้นจะตก ซึ่งก็มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับนักลงทุนทั้งหมด ทีนี้ใครล่ะคือกลุ่มที่ขาดทุน ก็อย่างที่บอกหุ้นปั่นเป็น Zero sum game เมื่อนักปั่นหุ้นและนักเก็งกำไรมืออาชีพได้กำไร นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นผู้ขาดทุนนั่นเอง แต่ก็อีกนั่นแหละมักจะมีคนค้านว่าทำกำไรได้อยู่บ่อยๆ แต่ที่เราพูดถึงคือในภาพรวมทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นในระยะยาว



คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ 1. ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการลงทุนมากมาย การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยงมีกี่ประเภท อะไรบ้าง


ข้อ 2. การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง จะให้ผลตอบแทนอย่างไร


ข้อ 3. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบระยะยาว หมายความว่าอย่างไร