จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.สุจินดา นามสกุล ตั้งเจริญพูนสุข เลขทะเบียน 4902100675
เรื่อง การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยง
ปัจจุบันนี้เรามีทางเลือกในการลงทุนมากมาย เยอะจนกระทั่งบางครั้งเราก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าอะไรควรลงทุน อะไรไม่ควร แล้วเราจะทำอย่างไรดี ?การลงทุนมีทั้งแบบที่ดีและไม่ดี แบบที่ไม่ดีและควรหลีกเลี่ยงมีอยู่หลายแบบด้วยกัน ถ้าเราสามารถเข้าใจและหลีกเลี่ยงการลงทุนประเภทนี้ได้ เงินของเราคงจะปลอดภัยไม่น้อยทีเดียว ส่วนการลงทุนแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยงนั้น ขอแยกออกเป็นสามประเภทกว้างๆดังนี้ 1. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากเกินจริง ซึ่งมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด นั่นคือเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการและเสี่ยงที่อาจไม่ได้คืนแม้แต่เงินต้น การลงทุนแบบนี้มีได้สองรูปแบบคือ หนึ่งเป็นลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ(ซึ่งไม่ถือเป็นการลงทุนหรอกนะ) เป็นการหลอกลวงเงินซึ่งไม่สามารถทำให้ได้ผลตอบแทนอย่างที่ได้กล่าวอ้างไว้ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งถ้าเงินที่นำไปลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการแต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะสูญแม้กระทั่งเงินต้น อันที่จริงในต่างประเทศการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่น hedge fund หรือ Private Equity (รายละเอียดขออธิบายไว้ในภายหลัง) เป็นที่นิยมกันมาก แต่นั่นหมายความว่าจะต้องมีกฎระเบียบในการลงทุนที่ชัดเจน เชื่อถือได้ และที่สำคัญผู้ลงทุนก็จะต้องเข้าใจมากเพียงพอ หรือรับความเสี่ยงได้นั่นเอง ซึ่งโดยมากมักจะไม่เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆโดยปกติแล้วผลตอบแทนกับความเสี่ยงมักจะมาคู่กัน เสี่ยงน้อยก็ได้น้อย เสี่ยงมากก็อาจได้มาก เข้าใจได้ไม่ยาก ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมายเช่น ฝากแบงค์เสี่ยงน้อยได้ดอกเบี้ยก็ 1% ซื้อพันธบัตรเสี่ยงน้อยแต่ต้องถือยาวก็ได้ 3-4% หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ดีหน่อยก็ 4-6%
ถ้าเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็กหน่อยก็อาจจะ 6-9% ก็ว่ากันไป การลงทุนที่รับประกันผลตอบแทนที่เกิน 10% โดยมากให้เข้าใจก่อนเลยว่าเป็นการลงทุนที่อาจมีความเสี่ยงสูง เสี่ยงที่บริษัทอาจล้มละลาย หรือเสี่ยงที่มันเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อคิดในทางกลับกันยิ่งเราลงทุนได้ผลตอบแทนมาก คนที่นำเงินเราไปลงทุนก็มีภาระดอกเบี้ยสูงทำให้ได้ผลตอบแทนน้อย ธุรกิจที่ทำให้ได้ผลตอบแทนมากๆแต่ไม่ค่อยเสี่ยงและมานำเสนอกันทั่วไปให้กับนักลงทุนรายย่อยนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามันดีจริงทำไมถึงไม่กู้แบงค์ซึ่งดอกเบี้ยแบงค์แค่ 8% ทำไมต้องจ่ายให้นักลงทุนอย่างเราเกิน 10% หรือว่าแบงค์ไม่ปล่อยกู้ เพราะตัวธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่สูง ธุรกิจที่ดีจริงโดยมากมักจะสามารถหาช่องทางกู้ยืมเงินได้ไม่ยากเพราะโครงการมีแนวโน้มที่จะได้กำไรสูงอยู่แล้ว การนำเสนอให้นักลงทุนทั่วไปจึงมักจะมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่ในตัว2. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว หมายความว่าถ้าลงทุนบ่อยๆและนานๆเข้า เราจะเสียมากกว่าได้ ตัวอย่างมีให้เห็นมากและเป็นที่นิยมมากด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะกึ่งการพนันเช่น การซื้อหวย การพนันบางชนิด(ไม่ใช่ทุกชนิด) หรือแม้กระทั่งการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม การซื้อหวยและการพนันส่วนใหญ่นั้นให้ผลตอบแทนติดลบ พูดง่ายๆก็คือเล่นนานๆอาจหมดตัวได้ เหตุผลก็เพราะแต้มต่อของนักลงทุนเสียเปรียบนั่นเอง หวยหนึ่งใบถ้าซื้อในราคา 100 บาท เราจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยแค่ 40 บาทเท่านั้น การพนันก็เหมือนกัน slot machine, รูเล็ต และอีกหลายประเภทจะให้
ผลตอบแทนติดลบ แต่ก็มีการพนันบางอย่างที่อาจให้ผลตอบแทนเป็นบวกถ้าผู้เล่นเล่นเก่งพอเช่น Black jack หรือ Poker เป็นต้น แต่นั่นหมายความว่าคนเล่นต้องมีฝีมือมาก ไม่ใช่แค่ดวงเท่านั้นหลายคนมักเข้าใจผิดว่าสิ่งที่พูดๆมาก็มีคนทำเงินได้มากมาย แสดงว่าที่พูดไปผิดรึเปล่า คงต้องขอตอบว่า ที่เราพูดถึงนี้หมายถึงคนโดยส่วนใหญ่ และเล่นนานๆ ความโชคดีในบางครั้งในช่วงสั้นๆอาจจะทำให้บางคนได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่คงไม่ใช่ทุกคนและไม่ใช่ทุกครั้งการซื้อขายที่มีต้นทุนสูงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนติดลบ เช่นการซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไปทำให้กำไรที่ได้เมื่อหักค่าคอมมิชชั่นแล้วในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนติดลบ ยกตัวอย่างนักลงทุนคนหนึ่งมีนิสัยในการลงทุนระยะสั้นมาก คือซื้อขายหุ้นแบบจบในวัน ซื้อแล้วขายทิ้งก่อนที่ตลาดหุ้นจะปิด จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าเขาลงทุนทุกวันจะเกิดอะไรขึ้น? ผมคงตอบไม่ได้ว่าเขาจะได้กำไรเท่าไหร่ แต่ผมตอบได้แค่ว่าค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายจะเท่ากับ 125% ของเงินลงทุน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น การซื้อหุ้นจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 0.25% ขายอีก 0.25% รวมแล้วในหนึ่งวันจ่ายไป 0.50% (ยังไม่รวม VAT) ถ้าซื้อขายทุกวันครบปีจะซื้อขายทั้งสิ้น 250 วัน เท่ากับว่าต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 125% นั่นหมายความว่าถ้าปีนั้นซื้อขายหุ้นได้กำไรไม่ถึง 125% จะกลายเป็นขาดทุน !! แล้วจะมี
นักลงทุนคนไหนที่ได้กำไรเกิน 125% ทุกปี ? แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว3. การลงทุนในสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ อันที่จริงไม่เชิงให้หลีกเลี่ยงการลงทุนประเภทนี้ แต่ก่อนที่จะลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจพอสมควร การลงทุนแต่ละประเภทมีรายละเอียดและเทคนิคแตกต่างกัน คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างหนึ่งไม่ได้
หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนอื่นๆด้วย นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่หลายคนหลีกเลี่ยงการลงทุนหลายๆรูปแบบและโฟกัสกับการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ครั้งหนึ่งตอนที่ตลาดอสังหาที่อเมริกาบูม มหาเศรษฐีหุ้นอันดับสองของโลก วอร์เรน บัฟเฟต ได้ถูกถามว่า บัฟเฟตสนใจจะลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เหมือนนักลงทุนรายอื่นหรือไม่ บัฟเฟตตอบว่า เค้าคงไม่ลงทุนในธุรกิจอสังหาเนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากนั้นแล้วในเมื่อเค้ามีความเชี่ยวชาญในตลาดหุ้นอย่างมาก ทำไมต้องลงทุนประเภทอื่นๆด้วย แต่สำหรับตัวผมแล้วการจำกัดการลงทุนให้แคบมากๆทำให้บางครั้งเราอาจจะเสียโอกาสที่จะผ่านเข้ามา นอกจากนั้นการโฟกัสมากเกินไป ทำให้เราไม่ได้มุมมองในภาพกว้างๆและทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ภาพรวมของระบบเศรษฐกิจและการลงทุนได้อย่างถูกต้องตัวอย่างหนึ่งของการลงทุนที่นักลงทุนมักเข้าใจผิดก็คือ การซื้อขายหุ้นด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินนักลงทุนที่ซื้อหุ้นเก็งกำไรแต่เมื่อขาดทุนก็บอกว่าจะถือยาว หรือบางคนตั้งใจจะถือยาวแต่แรกแต่มาซื้อตอนที่ตลาดอยู่ในภาวะเก็งกำไรสูง การลงทุนดังกล่าวจะทำให้ได้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว และอีกครั้งหนึ่งที่ต้องขอบอกว่า ในระยะสั้นในบางครั้งนักลงทุนอาจจะได้กำไรแต่ในระยะยาวโอกาสที่จะขาดทุนจะมีอยุ่มาก หุ้นเก็งกำไรสูงหรือหุ้นปั่นเป็นการลงทุนที่เรียกว่า Zero sum game หมายความว่าในระยะยาวบริษัทจะมีมูลค่าเท่าเดิม เพราะพื้นฐานบริษัทไม่ได้ดีขึ้นนั่นเอง เช่น เดิมทีหุ้นราคา 1 บาท เมื่อมีข่าวลือจะถูกปั่นขึ้นไปถึง 4 บาท(สมมติ) แต่พอผ่านไปเป็นระยะเวลานานราคาหุ้นก็ค่อยๆตกลงมาเหลือ 1 บาทเท่าเดิมเพราะข่าวลือหรือแรงเก็งกำไรจางหายไป ซึ่งในกรณีนี้จะมีคนที่กำไร และก็จะมีคนที่ขาดทุน ในจำนวนรวมเท่าๆกัน เพราะมูลค่าหุ้นยังอยู่ที่ 1 บาทเท่าเดิม ซึ่งต่างจากบริษัทที่ดี ราคาหุ้นหรือมูลค่าหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆดังนั้นโดยรวมแล้ว นักลงทุนจะได้กำไรกลับมาที่หุ้นปั่นที่เราพูดถึง แล้วใครกำไรใครขาดทุน นักลงทุนทุกคนที่เข้ามาเก็งกำไรทุกคนเชื่อว่าตนเองจะสามารถทำกำไรได่ โดยซื้อก่อนหรือซื้อตอนหุ้นกำลังขึ้นและขายก่อนที่หุ้นจะตก นี่คือแนวคิดที่ทุกคนคิด แต่ในความเป็นจริงก็คือ จำนวนหุ้นมีอยู่เท่าเดิม การที่ทุกคนคิดว่าจะขายก่อนหุ้นตกจึงเป็นไปไม่ได้ทุกคน ไม่เช่นนั้นแล้วใครจะมีหุ้นตอนหุ้นตกลงมาเหลือ 1 บาทจริงรึเปล่า แล้วใครล่ะที่กำไรในตลาดนี้ คนแรกสุดเดาได้ไม่ยาก มักจะเป็นคนที่ปั่นหุ้นนั้น เหตุผลก็เพราะนอกจากมีความเชี่ยวชาญในการซ้อขายหุ้นแล้ว ยังมีเงินลงทุนมากซึ่งสามารถควบคุมราคาหุ้นได้ อีกทั้งยังอาจจะรู้ข้อมูลอินไซด์ด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนปั่นหุ้นจะได้กำไร ถ้าไม่กำไรแล้วจะมาปั่นทำไมจริงมั้ยครับ อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถทำได้กำไรคือนักลงทุนที่มีฝืมือในการซื้อขาย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ซื้อหุ้นได้ในราคาไม่แพง และขายออกไปก่อนหุ้นจะตก ซึ่งก็มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับนักลงทุนทั้งหมด ทีนี้ใครล่ะคือกลุ่มที่ขาดทุน ก็อย่างที่บอกหุ้นปั่นเป็น Zero sum game เมื่อนักปั่นหุ้นและนักเก็งกำไรมืออาชีพได้กำไร นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นผู้ขาดทุนนั่นเอง แต่ก็อีกนั่นแหละมักจะมีคนค้านว่าทำกำไรได้อยู่บ่อยๆ แต่ที่เราพูดถึงคือในภาพรวมทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นในระยะยาว
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการลงทุนมากมาย การลงทุนที่ควรหลีกเลี่ยงมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
ข้อ 2. การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง จะให้ผลตอบแทนอย่างไร
ข้อ 3. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบระยะยาว หมายความว่าอย่างไร
คำตอบคือ
ตอบลบ1.ตอบ มี3ประเภท ได้แก่ 1. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากเกินจริง ซึ่งมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด 2. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว 3. การลงทุนในสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ
2.ตอบ การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งถ้าเงินที่นำไปลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการแต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะสูญแม้กระทั่งเงินต้น โดยปกติแล้วผลตอบแทนกับความเสี่ยงมักจะมาคู่กัน เสี่ยงมากก็อาจได้มาก
3.ตอบ การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว หมายความว่าถ้าลงทุนบ่อยๆและนานๆเข้า เราจะเสียมากกว่าได้
นางสาวจิราวรรณ จวบจันทร์ผล เลขทะเบียน 4902100370
คำตอบคือ
ตอบลบ1.ตอบ มี 3 ประเภท ได้แก่ 1. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากเกินจริง ซึ่งมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด 2.การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว 3.การลงทุนในสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ
2.ตอบ ซึ่งถ้าเงินที่นำไปลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการแต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะสูญแม้กระทั่งเงินต้น
3.ตอบ หมายความว่าถ้าลงทุนบ่อยๆและนานๆเข้า เราจะเสียมากกว่าได้
นางสาวชลนิสา จงจิตร เลขทะเบียน 5002110021
คำตอบคือ
ตอบลบ1. มี 3 ประเภท ได้แก่ 1. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากเกินจริง ซึ่งมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด 2.การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว 3.การลงทุนในสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ
2.ซึ่งถ้าเงินที่นำไปลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการแต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะสูญแม้กระทั่งเงินต้น
3.การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว หมายความว่าถ้าลงทุนบ่อยๆและนานๆเข้า เราจะเสียมากกว่าได้
นางสาวทัศนีย์ ศรีชาย เลขทะเบียน 5002110018
ตอบ
ตอบลบ1.ตอบ มี 3 ประเภท ได้แก่ 1. การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีมากเกินจริง ซึ่งมักเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงสุด 2.การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาว 3.การลงทุนในสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ
2.ตอบ ซึ่งถ้าเงินที่นำไปลงทุนประสบความสำเร็จผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนตามที่ต้องการแต่ถ้าไม่สำเร็จก็อาจจะสูญแม้กระทั่งเงินต้น
3.ตอบ หมายความว่าถ้าลงทุนบ่อยๆและนานๆเข้า เราจะเสียมากกว่าได้
นางสาวธารารัชน์ เกษตรธรรม ID 4902100142